ปลุกนิวเคลียร์ใส่มือ คสช.

จิตติมา บ้านสร้าง

ปลุกนิวเคลียร์ใส่มือ คสช.

จิตติมา บ้านสร้าง

วันก่อนผู้เขียนขับรถและเปิดวิทยุไปเจอรายการข่าวรายการหนึ่ง แต่ทันฟังเพียงครึ่งหลังเท่านั้น รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเสนอแผนการผลิตพลังงานไฟฟ้าให้ คสช.พิจารณา ใจความประมาณว่า ก๊าซธรรมชาติที่จะใช้ผลิตไฟฟ้าในจะหมดไปในอีกไม่นานนัก จะต้องมีพลังงานอื่นเข้ามารองรับแทน และนิวเคลียร์ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

ฟังแล้วก็น่าตกใจว่าก๊าซธรรมชาติของเราจะหมดอีกไม่กี่ปี คงจะมีปัญหาไฟฟ้าขาดแคลนแน่ๆ และการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ไม่ใช่ว่าจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพราะระยะเวลาการก่อสร้างก็ใช้เวลาราว 10 ปี  ดังนั้นวันนี้คงต้องเริ่มแล้ว

ผู้เขียนหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่าจริงอย่างที่ว่า เพราะก๊าซที่ให้สัมปทานไปแล้วจะหมดในปี 8 ปี และที่ยังไม่มีการสำรวจที่คาดว่ามีก็ใช้ได้อีกประมาณ 6-7 ปี รวมๆ ก็น่าจะมีก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าไปอีกประมาณ 15 ปี ฟังอย่างนี้ นิวเคลียร์มาแน่ ๆ

แต่ผู้อยู่ในวงการบอกว่า หลังเหตุการณ์สึนามิที่ญี่ปุ่นทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะเสียหาย รังสีรั่วไหล เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขายไม่ออกอีกเลย และก่อนหน้านี้ก็แทบจะขายไม่ออกอยู่แล้วเพราะหลายประเทศพบปัญหาและบางประเทศประกาศยุติการก่อสร้างใหม่ ตอนนี้กลยุทธ์ของพ่อค้านิวเคลียร์คือการล็อบบี้กิจการรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับพลังงานเกือบทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยคงต้องขุดเรื่องเก่ามาเล่าใหม่อีกครั้ง ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้รับการโปรโมทขึ้นมายืนแถวหน้าเพราะราคาถูก คำนวณออกมาว่าหน่วยละ 2 บาทเท่านั้น และแถมยังเป็นโรงไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (คิดเฉพาะกระบวนการผลิตไฟฟ้า ไม่ได้คำนวณถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการผลิตและขนส่งเชื้อเพลิง) ระบบความปลอดภัยสูงเพราะต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานต่างๆ จากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ

แต่.....ข้อมูลอีกด้านบอกว่า 2 บาท / หน่วยที่ว่า ยังไม่รวม
- ค่าจัดการกากนิวเคลียร์ เพราะปัจจุบันทั้งโลกยังไม่มีวิธีการจัดการที่ถูกต้อง มีแต่เอาไปเก็บ จึงยังไม่รู้ว่าจะมีต้นทุนสำหรับการกำจัดกากนิวเคลียร์เท่าไหร่

- ต้นทุนสำหรับการฟื้นฟูและชดเชยหากเกิดอุบัติเหตุ รังสีรั่วไหล หรือระเบิด เมื่อเร็วๆ นี้ ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งจากญี่ปุ่นมาบรรยายถึงเรื่องเรื่องโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ บอกว่า โชคดีที่โรงไฟฟ้านั้นอยู่ในย่านชุมชนไม่หนาแน่น ยังมีค่าชดเชยประชาชนที่ได้รับรังสีและความเสียหายต่างๆ ถึง 700,000 ล้านเยน แต่หากอยู่ในย่านที่ชุมชนหนาแน่น เศรษฐกิจญี่ปุ่น คงล่มสลาย แต่เพราะมั่นใจว่าปลอดภัยสูง จึงยังไม่รู้ว่าจะมีต้นทุนสำหรับอุบัติเหตุเท่าไหร่

- ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจากการกู้เงินมาก่อสร้าง เป็นการคาดการณ์ จึงยังไม่รู้ว่าจะมีต้นทุนสำหรับดอกเบี้ยจริงๆ เท่าไหร่

- ต้นทุนที่บานปลาย มีบทเรียนในยุโรปรวมทั้งสหรัฐอเมริกามีต้นทุนในการก่อสร้างบานปลายเกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามีงานวิจัยระบุว่า เฉลี่ยต้นทุนบานปลาย 2-3 เท่าตัว / โรง แต่เมื่อยังไม่ได้ลงมือก่อนสร้าง จึงยังไม่รู้ว่าจะมีต้นทุนบานปลายเท่าไหร่

ข้อมูลที่นำมาคำนวณต้นทุนยังเป็นสมมติฐาน  ความรู้เท่าทันเศรษฐศาสตร์นิวเคลียร์จึงเป็นเรื่องยากจริงๆ

แถมช่วง 5 - 6 ปีที่ผ่านมาเคยมีบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมของการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย ทำสำรวจความคิดเห็นประชาชน พบว่ามากกว่าครึ่งเห็นด้วย แต่ความเห็นด้วยลดลงครึ่งหนึ่งทันทีเมื่อบอกว่าถ้าอยู่ในจังหวัดที่ตนเองอาศัย และลดลงอีกครึ่งเมื่อบอกว่าถ้าอยู่ในชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ แล้วจะบอกว่าประชาชนต้องการได้ไหมนี่ ?

แล้วก๊าซจะหมด จะเอาอะไรทำไฟฟ้าดี เพราะ LNG ที่นำเข้ามาจากตะวันออกกลางก็แพงหูดับ

มีความคืบหน้าเล็กๆ ที่ชาวบ้านอย่างเราไม่รู้ คือ เมื่อปี 2556 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเห็นชอบให้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจากเป้าหมายเดิม 9,200 เมกกะวัตต์ เป็นเกือบ 14,000 เมกกะวัตต์เมื่อถึงปี 2564 (ให้เพิ่มจากเป้าหมายเดิมราว 4,800 เมกกะวัตต์ในอีกแค่ 7 ปี) ทั้งที่เมื่อปีที่แล้วมีการผลิตอยู่ราว 3,000 เมกกะวัตต์ การที่มีมติให้เพิ่มมากขนาดนี้น่าจะหมายความว่ามีศักยภาพและมีแนวโน้มต้นทุนที่ถูกลง ที่สำคัญเป็นพลังงานในประเทศ มั่นคงกว่าการนำเข้าและสร้างงานกระจายออกสู่ภูมิภาคได้

เรื่องการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนี้นักวิชาการและ NGO เคยเสนอไว้ว่า เมื่อใช้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2010 ฉบับทบทวนครั้งที่ 3 ซึ่งกำหนดถึงปี 2573 มากำหนดว่าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ควรกำหนดเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนไว้ที่ปี 2573 เช่นกัน ไม่ใช่แค่ปี 2564 เพราะถ้าคิดถึงเป้าหมายในปี 2573 คาดว่ามีพลังงานหมุนเวียนที่จะเพิ่มขึ้นได้ถึง 20,000 เมกกะวัตต์

อีกวิธีการหนึ่งที่เราจะได้ไฟฟ้ามาก็คือการอนุรักษ์พลังงานหรือการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งกระทรวงพลังงานมีแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการมาตั้งแต่ปี 2554 แล้ว เป็นแผนระยะยาว 20 ปี ซึ่งถ้าคิดเฉพาะการเข้าไปลงทุนทางด้านการจัดการการใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพตามแผนนี้จะได้พลังงานไฟฟ้ากลับคืนมาถึง 20,000 เมกกะวัตต์ ด้วยเงินลงทุน 120,000 ล้านบาท ผู้รู้คิดให้เสร็จสรรพว่าตกราคาหน่วยละประมาณ 1 บาทเท่านั้น ถูกกว่าไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งครึ่ง แต่ชาวบ้านอย่างเราก็ไม่รู้ว่าโครงการนี้มีความคืบหน้ามากน้อยแค่ไหนเพราะผ่านมา 3 ปีแล้ว  เราก็ยังได้ยินแต่ว่าประเทศไทยต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม

แค่ 2 วิธีการของเรามีอยู่ในบ้าน 40,000 เมกกะวัตต์ เห็นๆ

เรื่องพวกนี้เป็นข้อถกเถียงมานาน และมีหลักฐานอ้างอิงหมด เพียงแต่จะหยิบมาครบหรือไม่ ให้น้ำหนักเท่าเทียมกันหรือเปล่า ชาวบ้านจะได้ทองแท้หรือทองชุบอันนี้คงขึ้นอยู่กับกึ๋นของผู้มีหน้าที่พิจารณา

ที่มาภาพ :
http://kt75-mirror.blogspot.com
http://www.chiangraitimes.com

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม