ทางแพร่งบนถนนสายปฏิรูปพลังงาน

จิตติมา บ้านสร้าง

ทางแพร่งบนถนนสายปฏิรูปพลังงาน

จิตติมา บ้านสร้าง

ปัญหาพลังงานเป็น 1 ใน 11 เรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. ปักธงว่าจะปฏิรูประบบที่มีการเปิดเผยกันมาในระยะ 10 ปีนี้ว่ามีความไม่เป็นธรรมและแอบแฝงไปด้วยประโยชน์เอกชน ทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์อันพึงมีพึงได้ กับทั้งทำให้ประชาชนผู้บริโภคให้ต้องจ่ายค่าพลังงานทุกชนิดแพงอย่างไม่สมเหตุสมผล

ในจำนวน 11 เรื่องที่ คสช.จะปฏิรูปประเทศ ดูเหมือนเรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุด เพราะหลังจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ประกาศเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2557 ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติถึงแนวคิดปฏิรูประบบพลังงานของประเทศ จากนั้นก็มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มประเด็นทางพลังงานอย่างคึกคักอีกครั้ง ทั้งการออกมาแสดงความคิดเห็น การนำเสนอข้อมูล กิจกรรมทางวิชาการต่างๆ

แต่สถานการณ์ที่ส่งให้เรื่องปฏิรูปพลังงานฮอตขึ้นไปอีก คงไม่พ้นการเดินของ “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ที่ตั้งใจออกเดินเท้าจากหาดใหญ่ไปกรุงเทพฯ เพื่อสื่อสารข้อมูลพลังงานที่เป็นปัญหาให้สังคมรับรู้  

เท่านั้นยังฮอตไม่พอ คสช. เติมหัวเชื้อลงไปด้วยการออกมาเจรจาให้หยุดเดิน จับแกนนำและผู้ร่วมกิจกรรมการเดินจำนวนหนึ่ง และล่าสุดวันที่ 25 สิงหาคม บังคับให้ “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” หยุดเดินหลังจากที่เดินมาได้เพียงสัปดาห์เดียว

วันเดียวกันนั้นชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนา “เตะตัดขา ปฏิรูปพลังงาน” สมบูรณ์ คำแหง เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) บอกว่า เจตนาของ “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ก็คือทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมให้สังคมตระหนักว่า  พลังงานเป็นสมบัติของประชาชนคนไทย เป็นสมบัติสาธารณะ ไม่ใช่สมบัติของรัฐที่รัฐจะจัดการให้สัมปทานกับเอกชนอย่างไร เมื่อไรก็ได้ เป็นการสร้างพื้นที่เพื่อการสื่อสารให้ประชาชนทั่วไปรับรู้ข้อมูลด้านพลังงานว่ามีประเด็นความไม่เป็นธรรมมากมายซ่อนอยู่ในระบบจนกระทบถึงความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงาน ราคาพลังงาน และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนในการพัฒนาประเทศหากการจัดการพลังงานทำให้ประเทศได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ตอนแรกผู้เขียนเข้าใจเอาเองว่า “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” พยายามสื่อสารข้อมูลโดยตรงไปถึง คสช. เพราะประชาชนตัวเล็กๆ ในประเทศนี้ ยังไงก็เสียงไม่ดัง ต้องหาวิธีการ กลยุทธ์ หรือกิมมิกอะไรสักอย่างขึ้นมาเพื่อทำให้สามารถส่งเสียงในสังคมได้  และเสียงนั้นดังพอที่จะไปถึงผู้ถืออำนาจที่จะบันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งนี่อาจเป็นความหวังของภาคประชาชนที่ต่อสู้เรื่องพลังงานมาเป็นสิบปีในระบบปกติที่มีรัฐบาล มีกฎหมาย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลยหันมาหาอำนาจพิเศษที่เกิดขึ้นใหม่ในตอนนี้

สมบูรณ์บอกว่า ตอนแรกก็คิดว่าแบบนั้น แต่ยิ่งนานวันยิ่งมองเห็นทางแพร่งของการปฏิรูป ทั้งการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เป็นที่ยอมรับด้านการบริหารจัดการพลังงานเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ ทั้งตัวบุคคลที่จะเข้าไปมีส่วนในการปฏิรูป และกระบวนการที่ยังไม่เห็นชัดเจน เกรงว่าท้ายที่สุดการปฏิรูปพลังงานจะกลายเป็นแค่ปาหี่ และลดราคาค่าพลังงานลงมาได้นิดหน่อย ชั่วคราว แต่ไม่สามารถขจัดความไม่เป็นธรรมหรือกอบกู้ผลประโยชน์ทรัพยากรของชาติกลับมาได้ เพราะ คสช. อาจจะมัวฟังแต่นักบริหารพลังงานหน้าเดิมๆ ที่มีส่วนสร้างปัญหาให้เป็นอย่างทุกวันนี้


ความไม่มั่นใจ ไม่ชัดเจนเหล่านี้ จึงเกิด “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” เพื่อส่งเสียงถึงประชาชนด้วยกัน เพื่อสร้างส่วนร่วมและการรับรู้ให้สังคมตระหนักในสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพยากร เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ไปถึงการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นแทนที่จะหวังการส่งข้อมูลถึง คสช. แต่เพียงอย่างเดียว

คืนวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ตอนหนึ่งว่า

“...ปัญหาโครงสร้างพลังงาน อยากจะเรียนชี้แจงว่า บางครั้งจากคำถามของพี่น้องประชาชน ผมเข้าใจว่าท่านเดือดร้อน ท่านมีความเป็นห่วงในเรื่องของความโปร่งใส ผลประโยชน์ของชาติ อะไรก็แล้วแต่ วันนี้ผมคิดว่าข้อมูลไม่ค่อยตรงกัน อาจจะเป็นคำอธิบายที่ยากเกินไป วันนี้ผมได้กำหนดแนวทางไปแล้วว่า ทุกคนจะต้องสื่อสารให้ถึงประชาชนโดยรวมให้ได้ โดยการใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาราชการมากนัก เอาคำถามของประชาชนที่สงสัยมาเป็นโจทย์ แล้วข้าราชการทุกส่วน ทุกภาค ต้องตอบเป็นภาษาง่ายๆ ไม่ใช่ภาษาราชการฟังไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นประชาชนก็ขาดการติดต่อสื่อสารที่ดี ข้อมูลก็ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วนกระบวนความ เลยเกิดเรื่องของความขัดแย้งมาโดยตลอด...”

 ฟังดูตอนแรกเหมือนประชาชนจะมีหวังที่จะได้ส่งเสียงถึงผู้มีอำนาจ ทั้งข้อสงสัยและข้อมูลที่พวกเขามีอยู่ในมือ  แต่การมีคำสั่ง “เตะตัดขา” ให้หยุดกิจกรรมรณรงค์ให้ข้อมูลข่าวสารที่ต้องการให้ประชาชนตระหนักในทรัพยากรสาธารณะที่เป็นส่วนได้ส่วนเสีย  (ที่ไม่ได้มีสภาพการณ์ใกล้เคียงกิจกรรมทางการเมืองเอาเสียเลย) แบบนี้  ผู้เขียนยังสงสัยว่า  “คำถามของประชาชน จะเข้าไปเป็นโจทย์”  อย่างเต็มสุ้มเสียงได้อย่างไร

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม