Car Free Day คืออะไร

จิตติมา บ้านสร้าง

Car Free Day คืออะไร

จิตติมา บ้านสร้าง

“Car Free Day คืออะไร วันนี้กว่าจะเสร็จธุระหลวง ได้เวลาทรงเครื่องพร้อมหมุนล้อตอนหนึ่งทุ่ม ปั่นห้านาทีถึงสีลมคิดว่าเราคงจำวันผิด เจอะเต้นท์เพิ่งกาง เวทีเพิ่งตั้ง พ่อค้าแม่ขายยังไม่มา แต่ดูดีๆ อีกที เอ้าเค้ากะลังเก็บของกันคู้ณ ไหนบอกปิดถนนถึงเที่ยงคืน หรือว่าเราฟัง / อ่านไม่รู้เรื่องอีกละ

พอตั้งสติได้เลยต้องไปปั่นกู้ศักดิ์ศรีนิดส์นึง มุ่งหน้า Central World อ๊ะมีเลนจักรยานเรียบกริ๊บตีเส้นคู่กะเลนคนเดินบนฟุตบาธด้วย แต่ต้องคอยกดกระดิ่งตลอด (คราวหน้าอาจจะติดหวอไซเรนสาดสปอร์ตไลท์) เพราะคนเดินในเลนจักรยาน นางขึ้นมาเดินแคตวอร์คพรีเซนต์โทรศัพท์บนเลนจักรยานฮ่ะ แถมจิ้มๆ กดๆ โทรศัพท์แบบไม่มองทางไม่มองตรูด้วย ทั้งที่มืดแสนมืดไฟก็ไม่มี ! (ตำรวจควรจะจับคนเดินเล่นมือถือบนทางจักรยานด้วย ผิดสองกระทง) พอเลย ร.พ. จุฬา เข้าเขตสปอร์ตคลับ เลนดังกล่าวกลายเป็นผิวโลกพระจันทร์ (ไปจุดธูปให้นีลอาร์มสตรองมาออกแบบให้รึไง) คาดว่าระหว่างปั่นไส้คงเลื่อนเข้าเลื่อนออกไปมาตลอดเว เลยต้องลงไปประกาศศักดาบนพื้นถนนล่อเป้าแท็กซี่ แม่ม ! ในที่สุดก็ได้วนไปแสดงความยินดีกะร้าน Ricci สาขาใหม่ตอนที่เค้ากะลังจะชักประตูปิด กลับถึงบ้านสองทุ่มครึ่ง เหนื่อยฉิบ” 

ภาษาดุเด็ดเผ็ดมันและอาจมีภาษาวิบัติสักหน่อยความเห็นนี้เอามาจากความเห็นจากเฟสบุ๊คของเพื่อนผู้เขียนคนหนึ่งที่พยายามเข้าร่วมกิจกรรมขี่จักรยานวัน Car Free Day ที่ผ่านมา

ส่วนนี่เป็นความเห็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมคนหนึ่งจาก Pantip

“อยากให้เพื่อนๆ นักปั่นและไม่ได้ปั่น ร่วมแชร์ความรู้สึกของกิจกรรม BKK CAR FREE DAY 2014  วันที่ 21 ก.ย. 57 นี้ครับ วันนี้ได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรม BKK CAR FREE DAY 2014 โดยออกจาก จุดที่ 11 เดอะมอลล์ท่าพระ มีเรื่องที่ไม่สบายใจหลายเรื่อง

- ผู้ร่วมกิจกรรมหลายคน ไม่เชื่อฟัง staff บอกให้ปั่นเลนเดียว ก็ล้ำออกไปเลน 2

- ไม่รู้จะบ้าพลังกันไปไหน สำหรับขาแรง เด็กแว๊นซ์ และเด็กเกรียนทั้งหลาย ปั่นรณรงค์ ปั่นพาเหรด ส่วนใหญ่เขาปั่นตามขบวนไป แต่กลุ่มนี้บ้าพลัง อัดแซงล้ำไปขวางเลนที่รถยนต์วิ่ง

- ออกจากสนามหลวง ขบวนยาวมากก เข้าใจว่ารถเยอะ แต่การจัดการน่าจะดีกว่านี้ อาจจะปล่อยเป็นกลุ่มๆ หรืออะไรก็ว่าไป  

- ไม่มีการชี้แจงว่า ปิดถนนทั้งเส้น หรือปิดแค่เลนเดียว 2 เลน ทำให้หลายคนที่ไม่รู้ ปั่นกระจัดกระจายเต็มถนน

- แก๊งเกรียนไม่ต้องพูดถึง พร้อมแหกคอกอยู่แล้ว ปั่นอัดแข่งอย่างกับว่า แข่ง ตูร์ เดอร์ ฟร้อง อันตรายทั้งต่อตนเอง รถอื่นที่ร่วมทาง

- น่าจะจัดเส้นทางให้ชัดเจน เอารั้วกั้นไปเลย เหมือนกับช่วงจากแยกราชประสงค์มาสีลม โดยส่วนตัวรู้สึกละอายมาก ปั่นไม่เป็นระเบียบ กระจัดกระจาย ทำรถติดวินาศสันตะโร ขนาดจักรยานยังต้องจูงเดิน แล้วรถอื่นจะขนาดไหน ถ้ายังเป็นแบบนี้ ปีหน้าคนอาจจะร่วมน้อยลงนะผมว่า ป.ล. ติเพื่อก่อครับ อยากให้สังคมจักรยานที่เรียกร้องสิทธิ์ให้ตัวเอง เคารพสิทธิ์ผู้อื่นเช่นกัน”

แน่นอน ความเห็นบนโซเซียลมีเดียเหล่านี้ย่อมมีคอมเมนต์ตามมาด้วยความเด็ดมันอีกมาก

วันที่ 21-22 กันยายน 2543 ถูกกำหนดให้เป็นวันปลอดรถสากล (World Car Free Day) มีการรณรงค์ทั่วโลกเพราะรถยนต์หนึ่งคันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณ 150-200 กรัมต่อกิโลเมตรที่รถวิ่งมลพิษและโลกร้อนจึงกำลังคุกคามอย่างหนักกิจกรรมนี้จึงเกิดขึ้นมาเพื่อเริ่มต้นจัดการที่ต้นตอคือพฤติกรรมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล

ผู้เขียนจำได้ ในช่วงปีแรกๆ ของกิจกรรมที่ประเทศไทยเริ่มเข้าร่วม เหมือนข้าวใหม่ปลามัน แต่ละคนดูใส่ใจ เกรงใจ และยินดีต้อนรับ และช่วงวันนี้ของทุกปีก็จะมีสื่อมวลชนให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันกลายเป็นมหกรรมประจำปีที่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ถือเป็นกิจกรรมที่มีแต่บวกกับบวก

ผ่านมาจนถึงปีที่ 14 ถ้าเป็นเด็กก็อยู่ในวัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโต มีชีวิตชีวาสดใส แต่คาร์ฟรีเดย์ที่เราเห็นทุกวันนี้กลับมีคอมเมนต์อย่างข้างต้น เหลียวมามองสิ่งที่เป็นเป้าหมายจริงๆ ของการรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล  ผู้เขียนกลับไม่เห็นอย่างชัดเจน  เพราะตลอดเวลาสังคมจักรยานถูกคุกคามด้วยนโยบายรถคันแรก แต่ไม่เคยใส่ใจพัฒนาระบบขนส่งมวลชนหรือทางจักรยานให้ผู้ใช้ปลอดภัย เด็กอายุ 14 ของเราเป็นเสมือนเด็กเร่ร่อนที่ไม่มีอนาคตไปเสียแล้ว

แม้ว่าในระยะที่ผ่านมาจะมีคนหันมาใช้จักรยานมากขึ้น เพราะเหตุผลด้านค่าน้ำมันที่พุ่งทะยานอย่างเดียว เพราะเหตุผลด้านสุขภาพ  เพราะเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ แต่ดูเหมือนมันไม่ทรงอิทธิพลพอที่จะทำให้เกิดการปฏิวัติถนนหนทางเพื่อให้เมืองใหญ่เอื้นต่อการใช้จักรยาน หรือขนส่งมวลชน ตรงกันข้ามนโยบายไม่ว่ายุคสมัยไหนก็พัฒนาแต่ระบบที่จะเอื้อหนุนต่อการซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้เสียมากกว่า

ชาวจักรยานที่ได้รับสิทธิ์เพียงปีละครั้ง พวกคุณจะยังหวังได้หรือไม่กับการรื้อเมืองทั้งเมืองเพื่อให้จักรยานมีสัดส่วนและศักดิ์ศรีในการใช้ถนนอย่างเท่าเทียมกันกับรถชนิดอื่นๆ ทั้งที่มันนำมาซึ่งทั้งความปลอดภัยบนท้องถนนที่มากขึ้น สุขภาพผู้ขับขี่ที่ดีขึ้น และโลกที่ร้อนน้อยลง

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม