บุกป่า รุกทะเล แรงโล้ชิงช้าเศรษฐกิจ

จิตติมา บ้านสร้าง

บุกป่า รุกทะเล แรงโล้ชิงช้าเศรษฐกิจ

จิตติมา บ้านสร้าง

พักนี้ได้เห็นข่าวการทะลายไล่รื้อบรรดาโรงแรม ที่พัก รีสอร์ทที่บุกป่า รุกทะเล เช่น การรื้อรีสอร์ทแถวทับลาน  ตรวจสอบรีสอร์ทรุกป่าที่ปราจีนบุรี การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์บนเกาะหลีเป๊ะรวมไปถึงการตรวจสอบที่ดินที่นักการเมือง ข้าราชการระดับสูงครอบครองอยู่ แล้วยังขยายไปถึงการจัดระเบียบชายหาดและแหล่งท่องเที่ยว  แม้กระทั่งในกรุงเทพมหานคร

นอกจากที่ท่องเที่ยวแล้ว พื้นที่ของชาวบ้านและไม่ชาวบ้านที่ครอบครองที่ดินที่มีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาคาบเกี่ยวการบุกรุก หรือได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างที่ดิน สกป.หลายร้อยไร่ที่นายตำรวจเป็นผู้ครอบครองและมีการลักลอบขุดดินขาย การตรวจสอบการบุกรุกที่ป่าเพื่อทำไร่ของชาวบ้านทางภาคเหนือ หรือสวนยางบางแห่งทางภาคใต้

คงมีอีกมากที่การตรวจสอบยังเข้าไปไม่ถึง เพราะตามเว็บไซต์ประกาศขายที่ดินป่าและภูเขายังมีให้เกลื่อนทั้งมีเอกสารสิทธิ์ (ซึ่งไม่รู้ว่าออกเอกสารและได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่) และไม่มีเอกสารสิทธิ์ ผู้เขียนก็ได้แต่หวัง (ไม่รู้ลมๆ แล้งๆ หรือเปล่า) ว่า  คงไม่ใช่เพียงแค่สร้างกระแสความนิยม

กรณีการบุกรุกป่าของเกษตรกร (ที่เป็นเกษตรกรตัวจริง) ที่จริงมันมีปัจจัยมากกว่าที่เห็นว่าบุกป่าเพิ่มเพราะขยายครอบครัว  ส่วนใหญ่อยู่ที่ปัจจัยภายนอกที่น่ากลัว นั่นคือ ผู้รับซื้อผลผลิตของเกษตรกร หากเข้าไปย้อนดูกลไกของระบบเหล่านี้จากปลายทางคือผู้รับซื้อผลผลิต จะพบว่า ผู้รับซื้อผลผลิตจะเป็นผู้ออกทุนให้ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เครื่องมือทำการเกษตร บางแบบก็เป็นรายเดียวที่ผูกขาดชีวิตเกษตรกร บางแบบก็มีผู้เกี่ยวข้องหลายราย

เกษตรพันธะสัญญาอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยนี้  แต่ที่ไม่ได้เป็นระบบสัญญาจริงจัง ก็แสดงอิทธิพลได้ไม่น้อยกว่าเหมือนกัน ซึ่งบางทีก็เป็นหน่วยงานรัฐ

ระบบเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งตั้งใจเอาเกษตรกรลงเป็นทาส แต่บางระบบก็ทำให้เกษตรกรเป็นทาสโดยไม่ได้ตั้งใจ

สุดท้าย แรงกดดันบีบอัดก็ลงมาอยู่ที่พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ธรรมชาติที่ไร้ผู้ดูแลและปากเสียง เพียงเพื่อดึงดันให้ระบบและกลไกที่นับวันแต่ละเดินลงเหว ยังคงเดินต่อไป

ผู้เขียนเชื่อเป็นการส่วนตัวว่า ระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคมหรือระบบอื่นๆ ก็เหมือนระบบนิเวศ  คือมีด้อยพัฒนา มีการพัฒนา มีจุดสูงสุดของการพัฒนา ต่อมาเกิดภาวะเริ่มเสื่อมจนกระทั่งเสื่อมโทรมถึงขีดสุด  มันก็จะมีกลไกการปรับตัวอะไรบางอย่างที่จะเกิดขึ้นขึ้นมาเพื่อปรับตัวให้ระบบสังคมหรือนิเวศนั้นอยู่ได้ และพัฒนาจนสูงสุดแล้วก็จะตกลงต่ำสุดอีกเช่นนี้เรื่อยไป เหมือนกับการโล้ชิงช้าที่เมื่อขึ้นถึงจุดสูงสุดก็ย่อมตกลงมาจุดต่ำสุด และก็จะขึ้นจุดสูงสุดแล้วตกลงมาสู่จุดต่ำสุดอีกเช่นนี้สลับกันเรื่อยไป เพียงแต่วงรอบของการโล้ชิงช้านี้จะสั้นยาวกว่าชีวิตเราที่จะได้เห็นหรือไม่ แค่ไหน

ที่ผ่านมาเราโหมด้านเศรษฐกิจหนักทั้งเรื่องท่องเที่ยวและเกษตร ผลที่เกิดขึ้นก็คือมันกำลังเดินไปสู่ความเสื่อมโทรมจนทำให้สังคมนั้นๆ แทบไม่สามารถดำรงอยู่ได้ แต่ยังพยายามที่จะหาทางด้นไปให้ถึงที่สุด โดยยังไม่สำเหนียกว่ามีปากเหวสูงรออยู่ข้างหน้า ปฏิบัติการไล่รื้อการบุกรุกอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่ชะลอการตกต่ำของชิงช้า แต่ผู้เขียนคิดว่า ตราบใดที่คนไม่ตระหนักว่าจุดต่ำสุดกำลังจะเกิดขึ้น  ก็อาจจะไม่เกิดการปรับตัวจนกว่าตกต่ำถึงที่สุดที่สังคมอาจไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้

และผู้เขียนก็เชื่อว่า เราไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการโล้ชิงช้าที่มีการขึ้นสูงและลงต่ำสลับกันเสมอไป  เราสามารถเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้  แม้จะราบเรียบแต่ก็จะราบรื่นและยั่งยืน  แต่ระบบเศรษฐกิจและสังคมต้องคิดให้ออกว่า มันคืออะไร  และตัดสินใจไปด้วยวิธีนั้นก่อนที่จะตกถึงจุดต่ำสุด

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม