จากเผด็จการล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ – ประชาธิปไตย สปก. ถึงเขื่อนแม่วงก์ในระบอบวันนี้

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

จากเผด็จการล่าสัตว์ทุ่งใหญ่ – ประชาธิปไตย สปก. ถึงเขื่อนแม่วงก์ในระบอบวันนี้

จิตติมา บ้านสร้าง

ชนวนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ปะทุขึ้นจนเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์บทสำคัญของการเมืองไทย เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามาจากประเด็นการคุกคามทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของนิสิตนักศึกษาพบว่า เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกที่จังหวัดนครปฐมเมื่อเดือนเมษายน 2516 มีซากสัตว์ป่า โดยเฉพาะซากกระทิงเป็นจำนวนมาก จึงมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการสอบสวนเอาผิดในกรณีดังกล่าว ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้ออกหนังสือชื่อ "บันทึกลับจากทุ่งใหญ่" เปิดโปงเกี่ยวกับคณะนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือนใช้พาหนะราชการและอาวุธสงครามของราชการไปล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวร

แต่จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นกลับแถลงว่าคณะดังกล่าวไปราชการลับ

การออกหนังสือชื่อ "มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ" โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่งผลให้มีการคัดชื่อนักศึกษาจำนวน 9 คน ออกจากมหาวิทยาลัย ด้วยข้อหาว่าเป็นการเสียดสีรัฐบาล การคัดชื่อนักศึกษาออกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงอย่างต่อเนื่อง และนำมาซึ่ง “เหตุการณ์ 14 ตุลา” ที่เรียกร้องให้ยุติระบบเผด็จการคืนความเป็นประชาธิปไตยให้กับประชาชน

ล้มไปหนึ่งรัฐบาลเผด็จการ

สมัยประชาธิปไตยในรัฐบาลประชาธิปัตย์ คงไม่มีใครลืมการแจกเอกสารสิทธิที่ดิน สปก. 4-01 ที่มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ไร้ที่ทำกินให้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ โดยวางหลักเกณฑ์แจกให้สำรวจและนำเอาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมมาปฏิรูปให้กับเกษตรกรที่ยากจน ไร้ที่ดินทำกิน คนละไม่เกิน 50 ไร่ และห้ามขาย

หลังจากแจกมานับปี ความจริงก็เริ่มถูกเปิดเผย ผู้ที่ได้รับแจกมีทั้งไม่ใช่เกษตรกร ไม่ใช่คนยากจน ไม่ใช่คนไร้ที่ดินทำกิน ไม่ใช่ได้แค่คนละ 50 ไร่ แต่เป็นรายละหลายร้อยไร่ ที่ดินหลายแห่งไม่ใช่ป่าสงวนเสื่อมโทรม แต่เป็นป่าสมบูรณ์ หลายแห่งมีภูมิทัศน์สวยงามและที่ห้ามขายก็ขายกันอย่างโจ๋งครึ่ม เรียกว่ามีหลักเกณฑ์กี่ข้อ ก็ละเมิดมันได้ทุกข้อ โดยเฉพาะกรณีแจกให้เศรษฐีภูเก็ตดูเหมือนจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายของปัญหานี้ในรัฐบาลประชาธิปไตยสมัยนั้น

แม้ว่าการออกมาเรียกร้องสิทธิของประชาชนจะไม่เป็นอีเวนต์ใหญ่เหมือนการเรียกร้องต่อเผด็จการที่ผ่านมา แต่การเรียกร้องสิทธิก็ผ่านทางสื่อมวลชนภายใต้ประเด็นปัญหาการคอรัปชั่น และปัญหานั้นถูกจัดการด้วยระบบรัฐสภา

ล้มไปอีกหนึ่งรัฐบาลประชาธิปไตย

สัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมได้เห็นการปะทุขึ้นของโครงการเขื่อนแม่วงก์ที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) มีกำหนดการประชุมพิจารณารายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ข่าวที่แว่วมาว่าการพิจารณาครั้งนี้ไม่น่าจะมีประเด็นไหนติดขัด (แต่ไม่มีกรรมการที่พิจารณาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากลาออกไปก่อน ด้วยเหตุผลที่คณะกรรมการไม่ให้ความสำคัญกับด้านนี้ จนคล้ายกับมีการปักธงเดินหน้าโครงการไว้แล้ว) ทำให้ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ต้องคิดมุกที่สามารถทำได้ภายใต้กฎอัยการศึก คือการมานั่งให้กำลังใจคณะกรรมการผู้ชำนาญการที่หน้าสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิด “ขอทางเลือกในการจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์” เพื่อให้คณะกรรมการฯ มีความกล้าหาญที่จะพิจารณาทางเลือกอื่นๆ ในการจัดการน้ำ และรับพิจารณาข้อมูลทั้งจากมูลนิธิสืบฯ นักวิชาการ และกรมอุทยานฯ ซึ่งมีข้อมูลที่แตกต่างและมากกว่าในรายงาน EHIA ที่ศึกษาโดยบริษัทที่ปรึกษาของกรมชลประทาน เจ้าของโครงการเขื่อนแม่วงก์

การนั่งให้กำลังใจของศศินเป็นไปอย่างคึกคัก แต่เรียบง่าย มีผู้คนหลากหลายมาเยี่ยมเยือนและร่วมให้กำลังใจ คชก. ขณะที่นิสิตนักศึกษาหลากหลายสถาบันต่างออกมามีกิจกรรมแสดงออกถึงแนวคิด “ขอทางเลือกในการจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์” เหตุการณ์กำลังโฟกัสไปที่การพิจารณา EHIA ของ คชก.ว่าจะออกมาอย่างไร  จู่ ๆ ก็มีการพลิกสถานการณ์เอาดื้อๆ ไม่รู้ว่ามาจากความ sensitive ความกลัว หรือเอาหน้านาย เจ้าหน้าที่ได้เข้ายุติกิจกรรมนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่กำลังจะเดินรณรงค์ให้ความรู้ผลกระทบเขื่อนแม่วงก์จากมหาวิทยาลัยมาถึงแยกรัชโยธิน โดยบอกว่า “กลัว” ว่ากลุ่มอื่นจะเอาอย่าง ผนวกกับเหตุการณ์ “กลุ่มดาวดิน” นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นออกมาแสดงสัญลักษณ์ไม่เอารัฐประหาร ทวงคืนสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยถูกคุมตัวไปปรับทัศนคติ แถมด้วยกระแสข่าวจะคัดชื่อออกจากมหาวิทยาลัย ทั้งภาพ เสียงที่ออกไปสู่สังคมคีย์บอร์ด ทำให้เรื่องนี้จุดติดทันที

ลามมาถึงนักศึกษาสถาบันต่างๆ ทั้งจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ที่ถูกสั่งให้ยุติกิจกรรม ผนวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้ามาประปราย เช่น การคุกคามสื่อ การคุกคามภาคประชาชนด้วยการสั่งให้ยุติเวทีสัมมนา เสวนาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและการปฏิรูป การจุดติด กลายเป็นไฟกองใหญ่บ้างเล็กบ้างอย่างรวดเร็ว กระจัดกระจายทั่วหัวระแหงและทุก Platform ของสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์

มีความพยายามดับไฟด้วยการสั่งยุติเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งเวทีเล็กๆ น้อยๆ และยังบอกว่า... คิดได้ แต่ห้ามแสดงออก ให้อยู่เฉยๆ สักปีแล้วเดี๋ยวจะดีเอง...

...ยังจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ เพราะว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้อยู่ เพราะฉะนั้นก็ขอให้เคารพกฎหมาย เคารพคนอื่นเขา มีจริยธรรมและส่งเสริมการปฏิรูป ต้องปรับตัวช่วยกันนำเสนอข้อเท็จจริงเชิงสร้างสรรค์ ผมยินดีรับฟังทุกสื่อ ทุกช่อง ทุกคนด้วยซ้ำไป แต่อย่าไปสร้างปัญหา อย่าไปสร้างความเกลียดชังให้กับพวกเรา...

สามกรณีนี้ เห็นอะไรที่เหมือนกันไหม  

สิ่งที่เหมือนกันคือ ประเด็นพื้นฐานเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเนื้อแท้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง เป็นประเด็นที่สาธารณชนเห็นว่าเป็นประโยชน์ของสาธารณะ ไม่ใช่ประโยชน์คนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นประเด็นที่เจ้าของประเด็นที่ได้รับผลกระทบจริงๆ (ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม) ไม่ได้มีปากเสียงหรือมีความสามารถออกมาขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิเอง แต่การจุดติดก็ไม่ได้มากจากการรวมตัว รวมกลุ่ม การทำกิจกรรม ฯลฯ วิธีการจัดการปัญหาต่างหากที่ทำให้กลายเป็นเรื่องจุดติด และทุกประเด็นเป็นเรื่องของสิทธิของประชาชน

โครงการเขื่อนแม่วงก์อาจจะดูเป็นเหตุการณ์สั่นคลอนอำนาจรัฐประหารที่ผ่านไปแล้ว แต่ถ้าดูดีๆ มีอีกหลายเรื่องที่เป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทั้งพลังงาน เหมืองแร่ทองคำ เขื่อนแก่งเสือเต้น กระเช้าภูกระดึง ฯลฯ และที่สำคัญการจัดสรรทรัพยากรที่ดิน และแน่นอน มันนำมาซึ่งความเกี่ยวพันกับสิทธิประชาชน ประเด็นเหล่านี้กำลังรออยู่ท่ามกลางไฟที่ถูกจุดแล้ว

หนึ่งรัฐบาลรัฐประหารนี้ ไม่ยากยากไม่ง่ายที่จะทายชะตากรรม คงขึ้นกับปัจจัยสำคัญว่า ได้เรียนรู้และใช้อะไรจากประวัติศาสตร์ หรือเปล่า

ที่มาภาพ :
กลุ่มใบไม้
khunmaebook