มาบตาพุด: ช่องว่างที่ตกหล่นกับมลพิษที่ดำรงอยู่

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

มาบตาพุด: ช่องว่างที่ตกหล่นกับมลพิษที่ดำรงอยู่

จิตติมา บ้านสร้าง

1.
สมโชค ใจตั้ง ชาวบ้านหนองแฟบ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง พบว่าตัวเองมีอาการหนาวผิดปกติและเมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาล แพทย์ก็บอกว่าเป็นเพราะเม็ดเลือดแดงแตก นี่ก็ยังโชคดีที่มาหาหมอเร็วก่อนที่จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่แพทย์ก็คงหนักใจเมื่อรู้ว่าคนไข้อยู่ที่มาบตาพุด

สมจิต ระวังงาน เป็นชาวบ้านหนองแฟบอีกรายที่กำลังกังวลกับเรื่องนี้ เธอรอผลการตรวจเบนซีนในเลือดเพื่อยืนยันเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เมื่อปีที่เเล้วมีแพทย์มาตรวจและแจ้งว่าเธอมีสารเบนซีนในเลือดอยู่ในระดับสูง สมจิตคิดเพียงว่าไม่มียารักษา และทำอะไรไม่ได้นอกจากรอวันที่จะลุกลามเป็นมะเร็ง แต่สมจิตอาจจะยังโชคดีอยู่บ้างที่แพทย์บอกว่า ร่างกายก็สามารถกำจัดออกไปได้เองถ้าได้รับปริมาณต่ำ เเต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มากและต่อเนื่องก็อาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือเปล่าไม่มีใครกล้ายืนยัน แต่ที่แน่ ๆ ชาวบ้านที่มาบตาพุดมีอัตราเสี่ยงเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวสูงกว่าคนในจังหวัดอื่นๆ (แน่นอนว่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOC ต้องมีส่วนด้วย) มะเร็งจึงเป็น 1 ในจำนวน 3 โรคที่สาธารณสุขจังหวัดระยองเฝ้าระวัง

อีก 2 โรคก็คือโรคทางเดินหายใจและโรคผื่นแพ้ที่สมจิตก็เหมาเอาไว้หมดในตัวเธอ เช่นเดียวกับ บังเอิญ ฉิมหม่าม แม่ค้าร้านขายอาหารตามสั่งที่อยู่ใกล้เคียงและเพื่อนบ้านอีกจำนวนมาก ก็มีอาการภูมิแพ้หายใจไม่ออกและผื่นคันลักษณะเดียวกัน

ชาวบ้านเหล่านี้เพิ่งจะเริ่มมีอาการแบบนี้ในระยะ 6 เดือนถึง 1 ปีเท่านั้น ยังไม่รวมน้องกิ๊บที่เสียโอกาสที่จะไปโรงเรียนมา 5 ปีแล้ว เพราะเป็นภูมิแพ้ตัวเองหรือโรคพุ่มพวงจนไม่สามารถถูกแสงแดดได้ และยังต้องกินยารักษาที่ส่งผลให้เกิดกระดูกพรุนตามมา หมอบอกว่าเพราะอยู่ท่ามกลางวงล้อมของอุตสาหกรรม ต้องเรียกว่าอยู่ท่ามกลางวงล้อมจริง ๆ เพราะนิคมอุตสหกรรม 5 แห่งของมาบตาพุดล้อมหมู่บ้านนี้ไว้อย่างชนิดที่เรียกว่าวิ่งออกถนนเส้นไหนของหมู่บ้าน ก็จะต้องเจอนิคมใดนิคมหนึ่งแน่นอน

2.
มาในอีกด้านหนึ่งพนักงานของโรงงานระยองโอเลฟินส์ในเครือซิเมนต์ไทยเอียงจอเครื่องมือวัดการรั่วไหลของเบนซีนซึ่งเป็นหนึ่งใน 19 ชนิดของสารอินทรีย์ระเหยให้ดูว่ามีค่าเป็นศูนย์ หมายถึงว่าไม่มีเบนซีนรั่วระเหยออกมา

โรงงานนี้บอกว่าป้องกันการรั่วไหลของเบนซีนตั้งแต่เริ่มสร้างโรงงานในปี 2549 โดยการเลือกใช้แคนปั๊มและเบลโล่ซีลวาล์ว ซึ่งเป็นปั๊มและวาล์วชนิดพิเศษที่ลดการรั่วไหของเบนซีนได้ และยังใช้ดับเบิ้ลซีลในจุดที่อาจเสี่ยงต่อการรั่วไหล และมีการตรวจสอบแบบให้พนักงานปูพรมตรวจเป็นประจำและติดป้ายเครื่องหมายกว่า 40,000 จุดทั่วโรงงาน เครื่องมือตรวจวัดตัวละ 2 แสนจากสหรัฐจึงแสดงค่าเป็นศูนย์

ในขณะที่โรงงานของ ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่นกำลังสร้างโครงการนำไอระเหยเบนซีนที่รั่วไหลในขั้นตอนการบรรจุน้ำมันใส่รถบรรทุกเพื่อขนส่งกลับไปใช้ใหม่ แต่ทั้งระบบการเก็บไอน้ำมันและระบบการทำให้กลับมาเป็นน้ำมันเพื่อใช้ใหม่ ยังไม่สามารถดำเนินการได้เพราะอยู่ใน 76 โครงการที่ถูกศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับไว้เป็นการชั่วคราวตามคำร้องขอของผู้ฟ้องคดีที่ฟ้องให้โครงการเหล่านี้ต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรค 2 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญก่อน (คือนอกจากทำอีไอเอตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ยังต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสุขภาพ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและให้องค์กรอิสระด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้ความเห็น)

แต่สารอินทรีย์ระเหยไม่ได้มีเฉพาะเบนซีนเท่านั้น องค์กรเฝ้าระวังมลพิษอุตสาหกรรม สหรัฐอเมริกา นำเครื่องตรวจวัดมลพิษเคลื่อนที่มาตรวจที่มาบตาพุดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็พบสารอินทรีย์ระเหยชนิดอื่น ๆ เช่นโทลูอีน บิวต้าไดอีนในบรรยาการยังคงสูงเกินมาตรฐาน จึงหมายถึงความเสี่ยงของชาวบ้านที่นี่ยังไม่หมดไป

ส่วนก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และออกไซด์ของไนโตรเจนที่ถูกปล่อยออกจากกระบวนการเผาไหม้ของโรงงาน สาเหตุหลักของโรคทางเดินหายใจ แผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษ 2550-2554 ซึ่งเป็นแผนที่ถูกร่างขึ้นก่อนที่ศาลปกครองจะสั่งให้ประกาศมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษ ได้วางแนวทาง 80-20 เพื่อลดมลพิษทั้ง 2 ชนิดเพิ่มเติมจากที่ผู้ประกอบการต้องทำตามกฎหมายและมาตรการของอีไอเอ คือหากจะมีโรงงานใหม่เกิดขึ้นจะต้องจับคู่กับโรงงานเดิม โดยรวมกันทั้งโรงงานใหม่และเก่าจะปล่อยมลสารเพียงร้อยละ 80 ของโรงงานเดิมที่ปล่อยอยู่ และเหลือ 20 เพื่อให้อากาศมีคุณภาพดีขึ้น แม้ว่าจะปล่อยมลพิษต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้วก็ตาม

โรงงาน ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่นโรงนี้ลดออกไซด์ของไนโตรเจนด้วยการเพิ่มไอน้ำเข้าไปในห้องเผาไหม้ของหน่วยผลิตไฟฟ้า จึงปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจนเพียงประมาณ 50 ppm จากที่เคยปล่อยอยู่ราว 150 ppm ภายใต้มาตรฐานปากปล่องที่ 200 ppm

ส่วนโครงการลดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ทำโดยสร้างโรงงานกลั่นคอนเดนเสทให้กลายเป็นน้ำมันเตาที่มีกำมะถันต่ำแล้วนำเอาไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันเตาที่ใช้อยู่ตามปกติที่มีกำมะถันสูง เมื่อเผาไหม้ก็จะลดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้เหลือปล่อยมากกว่าครึ่งของปัจจุบันที่ปล่อยอยู่ 130 ppm ภายใต้มาตรฐานปากปล่อง 700 ppm แต่โครงการนี้ก็เช่นกัน ยังดำเนินการต่อไม่ได้ เพราะติดอยู่ใน 76 โครงการที่ศาลสั่งให้ระงับชั่วคราว

ขณะที่เครือซิเมนต์ไทยบอกว่าโรงงานในเครือไม่มีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เพราะใช้เชื้อเพลิงที่ไม่มีกำมะถัน ส่วนการลดออกไซด์ของไนโตรเจนในโรงงานระยองโอเลฟินส์ที่มีเตาเผา 13 เตา ปัจจุบันใช้หัวเผาแบบ Low NOx Burner ปล่อยก๊าซนี้อยู่ที่ราว 60-80 ppm จากที่ขอในรายงานการเวิคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอไว้ที่ 110 ppm แต่ 2 ตัวเผาเมื่อปลี่ยนมาใช้ Ultra Low NOx Burner ก็ปล่อยออกไซด์ของไนโตรเจนเพียง 33 ppm เท่านั้น และอีก 11 เตาเผากำลังรอการเปลี่ยนเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกัน

ดูเหมือนแนวโน้มน่าจะดี แต่ยังไม่วายมีความขัดแย้ง ฝ่ายอุตสาหกรรมก็บอกว่าเพราะ 76 โครงการที่ศาลสั่งระงับ ในจำนวนนั้นมีถึง 12 โครงการที่เป็นโครงการลดมลพิษ ในขณะที่ภาคประชาชนก็บอกว่า มาตราการ 80-20 เป็นแค่มาตรการสมัครใจ ไม่ใช่ว่าทุกโรงต้องทำ ที่สำคัญคือไม่มีการนำข้อมูลออกมาให้เห็นว่าศักยภาพโดยรวมของอากาศที่มาบตาพุดมีอะไรเจือปนอยู่เท่าไหร่ ยังจะรองรับการขยายอุตสาหกรรมอีกมากกว่า 50 โรงงานได้หรือไม่ เพราะควรจะชี้แจงข้อมูลเหล่านี้มาก่อนที่จะคิดให้ขยายอุตสาหกรรมกระจุกลงในพื้นที่เดียวกัน