แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2010 ตอน 2 - อุปสรรคพลังงานหมุนเวียน

จิตติมา บ้านสร้าง

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2010 ตอน 2 - อุปสรรคพลังงานหมุนเวียน

จิตติมา บ้านสร้าง

การประชาพิจารณ์แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP 2010 ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่จะกำหนดว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าเท่าไหร่และโรงไฟฟ้าประเภทไหนในระยะ 20 ปีข้างหน้า ดูเหมือนจะไม่จบลงง่าย ๆ เพราะตอนนี้เรื่องยาก ๆ แบบนี้กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน เพราะนอกจากจะเกี่ยวกับเรื่องเงินในกระเป๋าแล้ว ตอนนี้พลังงานกับสุขภาพยังเป็นเรื่องที่แทบจะแยกจากกันไม่ออก

ประเด็นสำคัญก็คือเรากำลังจะมุ่งสู่การพึ่งพลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์จริงหรือ ทำไมเรากำลังจะเดินไปสู่สิ่งที่ประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากพิสูจน์แล้วว่า  ไม่ใช่ทางออกเรื่องพลังงาน  เพราะสุดท้ายเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยก็กลับมาเป็นประเด็นแรก ในขณะที่ประเด็นค่าใช้จ่ายที่บานปลายซึ่งผู้บริโภคไฟฟ้าต้องรับผิดชอบ กลับกลายเป็นประเด็นรอง

เสียงตั้งคำถามถึงโอกาสของพลังงานหมุนเวียนที่แทบไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จึงเริ่มดังมากขึ้น ขณะที่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP 2010 บอกว่าจะใช้พลังงานหมุนเวียนเพียง 5,600 เมกกะวัตต์ในอีก 20 ปีข้างหน้า คิดเป็นสัดส่วนของไฟฟ้าที่จะต้องจัดหาเพิ่มขึ้นทั้งหมดเพียง 3-4% เท่านั้น

ฝ่ายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนบอกว่าไทยมีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์  ลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ขยะ เป็นต้น  ในขณะที่กระทรวงพลังงานเอง โดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกำลังเกรงว่าไฟฟ้าจากวัตถุดิบเหล่านี้จะทำให้ราคาค่าไฟฟ้าแพงขึ้น ปัญหาศักยภาพและราคาเป็นอุปสรรคหลักที่คงต้องถกเถียงกันต่อไปว่าจะบริหารจัดการได้อย่างไร

ทีนี้ลองมาดูอุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่กลับเป็นปัจจัยที่ทำให้พลังงานหมุนเวียนไม่อาจเกิดขึ้นจริงได้โดยง่าย

ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 

อันนี้อาจจะยอมรับตรงกันว่ายังคงมีราคาแพงอยู่  แต่ต้นทุนก็กำลังลดลงอย่างรวดเร็วจนอาจจะแข่งขันกับไฟฟ้าจากแหล่งอื่น ๆ ได้ในอนาคต แต่ปัญหาก็คือ ต้องใช้พื้นที่มากในการตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์  คือถ้าจะผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ 1 เมกกะวัตต์ ต้องใช้พื้นที่ในการตั้งแผงถึง 10-15 ไร่ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าอาจจะไม่สามารถจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อผลิตไฟฟ้าให้ได้จำนวนมาก  ในขณะที่ ดร.ดุสิต  เครืองาม กรรมการผู้จัดการ บจก.ไทยโซล่าร์ฟิวเจอร์ เสนอทางออกว่า  อาจจะใช้พื้นที่ อบต. เพียงแห่งละ 1 ไร่เท่านั้นกระจายการผลิตไฟฟ้าแห่งละ 1 เมกกะวัตต์  ถ้าใช้ทั้ง 6,000 อบต. ก็จะได้ไฟฟ้าถึง 6,000 เมกกะวัตต์ 

ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำขนาดเล็ก

เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 40 กิโลวัตต์จากพลังงานน้ำขนาดเล็ก เครื่องที่ 3 ของบ้านแม่กำปอง ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่  ที่ผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาได้เพียงปีเดียว  กลับต้องหยุดเดินเครื่องทั้งที่ยังใช้การได้ดีและสามารถผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องได้ 24 ชั่วโมง  เหลือเดินเครื่องเพียงแค่ 2 เครื่องเพื่อใช้สำหรับ 3 หมู่บ้านในละแวกนี้ เพราะชาวบ้านไม่สามารถรับประโยชน์จากการขายไฟฟ้าได้  เพราะเดิมโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการในการติดตั้งเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว  แม้ชาวบ้านจะเป็นฝ่ายลงแรงก่อสร้าง  บริหารจัดการ และพยายามตั้งเป็นสหกรณ์ ก็ไม่สามารถรับประโยชน์จากการขายไฟฟ้าได้  จึงได้โอนให้เป็นของ อบต. ห้วยแก้ว และขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ราว 1 ปี มีรายได้กว่า 5 แสนบาท แต่มาติดปัญหาว่า อบต. ไม่สามารถเบิกเงินแยกออกมาให้หมู่บ้านได้  เพราะเงิน อบต.จะต้องถูกใช้เพื่อท้องถิ่นทั้งหมด

ประดิษฐ์  ถมมา ประธานสหกรณ์ไฟฟ้าแม่กำปอง บอกว่า ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลบริหารจัดการแต่ไม่สามารถรับประโยชน์ได้  จึงเห็นว่าควรจะหยุดเดินเครื่องผลิต และขอให้ภาครัฐแก้ไขข้อกฎหมายเรื่องนี้เพื่อให้พลังงานหมุนเวียนแบบนี้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ว่าใครจะคิดว่าใครผิดหรือถูก แต่นี่คืออีกรูปแบบของอุปสรรค

ไฟฟ้าจากชีวมวล
พลังงานหมุนเวียนประเภทนี้เราอาจจะเห็นปัญหาบ่อยที่สุด แม้ว่าประเทศไทยมีเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรมาก ทำให้มีศักยภาพในการนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้มาก แต่โรงไฟฟ้าชีวมวลหลายแห่งกลับถูกคัดค้าน อย่างปัญหาที่เกิดขึ้นกับเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดที่ต้องเผชิญกับฝุ่นเขม่าควันดำซึ่งสร้างความเดือดร้อนรำคาญมานานนับ 10 ปี เนื่องจากฝุ่นดำและคราบน้ำมันจะลอยมาติดตามบ้านเรือน รถยนต์ พืชผักผลไม้ และสิ่งของต่างๆ รวมทั้งเป็นปัญหาผื่นคันและภูมิแพ้  อุตสาหกรรมจังหวัดร้อยเอ็ดระบุว่า อาจเกิดจากโรงงานไฟฟ้าพลังชีวมวล 2 แห่ง ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 2 กิโลเมตร แต่บริษัท ร้อยเอ็ด กรีน จำกัด 1 ใน 2 โรงที่ต้องสงสัย ชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นต้นเหตุ  เพราะไม่มีความผิดปกติทางเทคนิคใดๆ ของโรงงาน  อย่างไรก็ตาม  เมื่อกำลังมีโครงการจะสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งที่ 3 ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันคัดค้าน  สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเองก็ยอมรับว่า แม้ปัญหาเชื้อเพลิงที่อาจมีไม่เพียงพอจะดูเหมือนเป็นปัญหาใหญ่  แต่อุปสรรคที่ใหญ่และหนักหนามากกว่าก็เพราะผู้ประกอบการที่ไม่รับผิดชอบ

ไฟฟ้าจากลม
แม้ว่าไทยจะมีลมแรงและมากพอที่จะใช้ผลิตไฟฟ้า  โดยมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรีได้ศึกษาพบว่า พื้นที่ที่มีศักยภาพอยู่ในบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ลพบุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา เลย เพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกบางส่วน และภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปถึงสงขลาตอนบน  และในทางปฏิบัติก็มีเอกชนเสนอตั้งโครงการเพื่อจะขายเข้าระบบกว่า 1,500 เมกกะวัตต์  แต่วีระพล จิระประดิษฐ์กุล ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน  บอกว่า จากการสำรวจจริง  กลับพบว่าน่าจะดำเนินโครงการได้แค่ราว 800 เมกกะวัตต์เท่านั้น  เพราะพื้นที่ที่มีพลังงานลมสูง ๆ มักจะอยู่ตามพื้นที่ป่า  โครงการที่เสนอเข้ามาส่วนใหญ่จึงอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบ้าง สปก. บ้าง 

ดูอย่างนี้โอกาสที่ไทยจะพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนให้เป็นล่ำเป็นสันอย่างในต่างประเทศ  ก็คงไม่ง่ายนัก  เพราะแม้ว่าจะหลุดพ้นจากปัญหาราคาและศักยภาพแล้ว ยังมาเจอปัญหาอุปสรรคจุกจิกที่แต่ละแห่งมีปัจจัยและประเด็นปัญหาที่แตกต่างกันอีกด้วย
 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม