ผลกระทบโรงไฟฟ้ากับประชาธิปไตย

จิตติมา บ้านสร้าง

ผลกระทบโรงไฟฟ้ากับประชาธิปไตย

จิตติมา บ้านสร้าง

 ในช่วงที่ผ่านมาผู้เขียนย้อนกลับไปอ่านข่าวเก่า ๆ เพื่อทบทวนวิวัฒนาการปัญหาและความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมที่ยังคงวนเวียนอยู่ในกระแส จนได้พบข่าวชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจและอาจจะเคยถูกนำเสนอเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือทีวีไปแล้วก็ได้  แต่อยากจะเก็บมาเขียนถึงอีกสักครั้งหนึ่ง

นั่นคือข่าว ชาวบ้าน อ. หนองแซง จ. สระบุรี จำนวน 56 คนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันอังคารที่ 23 มีนาคม 2553  โดยฟ้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ กรมโยธาธิการและการผังเมือง เจ้าพนักงานการผัง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี และคณะกรรมการผังเมือง เร่งประกาศผังเมืองรวม จ.สระบุรี  

ทั้งนี้เพราะชาวบ้านเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการประกาศใช้ผังเมืองรวมจังหวัดสระบุรี และไม่ประกาศกำหนดห้ามการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ขัดต่อร่างผังเมืองรวมจังหวัดสระบุรี ในระหว่างที่ยังไม่มีการประกาศใช้ผังเมืองรวม

ที่มาเรื่องนี้มาจากไหน 
มาจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP ฉบับปี 2007 (บางคนอาจทำเสียงว่า “อีกแล้วครับท่าน”)  ถ้ายังจำกันได้ถึงข่าวความตึงเครียดของการเผชิญหน้ากันระหว่างชาวบ้าน อ. หนองแซงที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอกชนกลางที่นากับกลุ่มผู้สนับสนุนโครงการ จนถึงขั้นยืนประจันหน้ากันคนละฝั่งคลอง และมีข่าวเรื่อยมานานนับปี ทั้งการยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการเพื่อขอเข้าร่วมฟังการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ของโครงการ ทั้งการแสดงออกถึงการคัดค้านไม่เอาโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ด้วยเหตุผลเดียวกันกับชาวบ้านที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งอื่นๆ ก็คือ  ชาวบ้านที่นี่อยู่ ๆ ก็ต้องมีแขกแปลกหน้าอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเหมือนโครงการอื่น ๆ ที่ขีดๆ เขียนๆ คิดๆ กันเสร็จแล้ว ก็โยนลงไปในพื้นที่  ความกังวลที่ตามมาก็คือมลพิษทางอากาศ ซึ่งแม้จะเป็นโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าจะกระทบถึงนาข้าวที่เป็นอาชีพหลักของพวกเขาหรือไม่  ที่สำคัญคือการแย่งชิงน้ำที่เดี๋ยวนี้ดูเหมือนจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นตามความแห้งแล้งที่ทวีความรุนแรง  และแน่นอนนาข้าวขาดน้ำไม่ได้

ในขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและบริษัทเอกชนเจ้าของโครงการได้มีการเซ็นสัญญากำหนดการซื้อขายไฟฟ้ากันไปแล้ว แต่สุดท้ายก็เข้าไปทำอะไรในพื้นที่ไม่ได้ง่ายนักแม้ว่าจะได้กว้านซื้อที่ดินท้องนานั้นไปแล้วก็ตาม

กลับมาที่ประเด็นการฟ้อง  คือจังหวัดสระบุรีมีการจัดทำผังเมืองรวมมาตั้งแต่ปี 2546 จนได้ร่างกฎกระทรวงผังเมืองรวมจังหวัดสระบุรีที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผังเมืองแล้วตั้งแต่ปี 2549  และคณะรัฐมนตรีได้พิจารณารับหลักการแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550  โดยพื้นที่ อ. หนองแซง จังหวัดสระบุรี ซึ่งตามร่างฯ ดังกล่าวถูกกำหนดให้เป็นที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมที่ห้ามสร้างโรงงานทุกประเภท เว้นแต่โรงงานขนาดเล็กตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายร่างกฎกระทรวงฯ  แต่ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์ที่ดินในการก่อสร้างและประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมที่ขัดต่อร่างกฎกระทรวงฯ เรื่อยมา  และที่เป็นประเด็นจนถึงขั้นต้องพึ่งศาลก็คือกำลังมีการขออนุมัติอนุญาตก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่โครงการที่เป็นความขัดแย้งดังที่กล่าวมาข้างต้น

เพราะผ่านมา 7 ปีแล้วร่างฯ นี้ยังไม่ได้ออกเป็นประกาศผังเมืองตัวจริงสักที  ทั้งที่ขั้นตอน  กระบวนการจัดทำผังเมืองรวมและระยะเวลาที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของกรมโยธาธิการและผังเมืองเอง ระบุว่าประมาณ 2 ปีเท่านั้น 

ผู้เขียนคิดว่าประเด็นประเภทที่ดินที่บอกว่าได้ถูกกำหนดในร่างฯ ให้เป็นที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมนั้น น่าสนใจทีเดียว  เพราะผู้เขียนเคยไปพื้นที่ที่คาดว่าจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงที่ประจันหน้ากัน 2 ฝั่งคลอง ทำให้นึกขึ้นมาได้ถึงสมัยเรียนภูมิศาสตร์ชั้นประถมจนถึงมัธยมที่ท่องกันจนขึ้นใจว่าที่ราบลุ่มภาคกลางเหมาะแก่การทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ  แถมช่วงที่รอว่าฝ่ายบริษัทเอกชนจะยอมให้ตัวแทนออกมาให้สัมภาษณ์หรือไม่ ชาวบ้านแถวนั้นก็ชวนไปดูเขาวิดบ่อปลาข้างบ้านที่มีลำรางเล็กๆ ไหลผ่านซึ่งเจ้าของบ้านขุดลำรางดังกล่าวเป็นร่องยาวเข้าไปไว้ข้างบ้าน  พอหน้าแล้งที่น้ำลดน้อยลง เขาก็ก่อคันดินปิดปากทางน้ำที่เชื่อมต่อมาจากลำราง ใช้เครื่องสูบน้ำเล็กๆ สูบน้ำออกจากร่องที่ขุดเอาไว้  สักพักใหญ่ๆ เราก็เริ่มเห็นปลาตัวโตๆ เต็มไปหมด ทั้งปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาดุก และอีกหลายๆ ปลาที่ไม่รู้จัก  นี่แหละที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปลานา” ซึ่งก็คือปลาธรรมชาติ ที่พอไปถึงตลาดราคาจะสูงกว่าปลาเลี้ยง  

เจ้าของบ้านนี้ไม่ได้จับคนเดียว เพื่อนบ้านข้างเคียงก็มาช่วยกันลงจับด้วย โดยไม่ได้หวังว่าจะได้ค่าจ้างหรือแม้แต่ปลาติดไม้ติดมือกลับบ้าน เพราะแทบทุกบ้านก็มีร่องน้ำแบบนี้กันทั้งนั้น  แต่สิ่งที่พวกเขาได้ก็คือความเชื่อมสายใยของความเป็นคนบ้านเดียวกัน  และที่สำคัญก็คือ พวกเขาอยู่ได้ อย่างดี อย่างร่ำรวย ร่ำรวยในทรัพยากรและอาชีพที่เลี้ยงตัวและครอบครัวได้อย่างพอเพียง

สิ่งที่ได้เห็นทำให้ผู้เขียนไม่สงสัยว่าทำไมที่นี่จึงได้รับการจัดประเภทที่ดินให้เป็นประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม และไม่สงสัยว่าทำไมพวกเขาไม่ต้องการสิ่งแปลกปลอม ที่จนวันนี้ยังไม่มีที่ไหนทำให้พวกเขาเห็นได้ว่าการเข้ามาของสิ่งแปลกปลอมจะไม่ทำให้พวกเขาได้รับผลกระทบจนเกินสมควรแก่การที่จะยอมรับได้

แต่ประเด็นที่อยากจะบอกในสถานการณ์แบบนี้ก็คือ ผู้เขียนเคยคุยกับแกนนำคัดค้านโครงการเมื่อปีก่อน ซึ่งตอนนั้นยังไม่ฟ้องคดีนี้  ถามเขาว่าพวกเขาจะทำอย่างไรกันต่อ  เพราะถ้า EIA ผ่าน สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเขาก็มีแล้ว ทุกอย่างเขาก็ทำตามกฎหมาย  แกนนำบอกว่าเราก็จะใช้สิทธิที่เรามีอยู่ตามกฎหมายต่อไป ก็คือการใช้สิทธิทางศาล  เรามีสิทธิเรียกร้อง เรามีสิทธิต่อสู้ภายใต้กรอบกฎหมาย  เราก็จะสู้และเรียกร้องในกรอบที่กฎหมายให้อำนาจ

เชื่อมั้ยว่า...ผู้เขียนเห็นแววแห่งชัยชนะในดวงตาของเขาเท่าๆ กับเห็นแววตาที่เชื่อมั่นในระบบกฎหมาย-กลไกหลักของชาติ
 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม