แผนรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ หรือเราจะรับอย่างเดียว!!!

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

แผนรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ หรือเราจะรับอย่างเดียว!!!

จิตติมา บ้านสร้าง

เมื่อ 6 ก.ย. 53 เจอข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งสะดุดตา  ลองมาอ่านกันก่อน

ไทยทำแผนรับมือภัยพิบัติแห่งชาติ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) ได้จัดประชุมพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประสานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยนายสุเทพกล่าวว่า กปภ.ช.โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ( ปภ.) ได้จัดทำแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นแผนหลักให้หน่วยงานทุกภาคส่วนใช้ในการเตรียมความพร้อม และปฏิบัติการอย่างเป็นระบบไปในทิศทางเดียวกัน จึงได้แต่งตั้ง“คณะอนุกรรมการประสานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ” เพื่อทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานตามแผน ปภ.ชาติ

นอกจากนี้ ได้พิจารณาแผนปฏิบัติการและงบประมาณระยะ 3 ปี พ.ศ.2554 – 2556 ภายใต้แผนแม่บทป้องกันและบรรเทาภัยจากคลื่นสึนามิ พ.ศ.2552 – 2556 โดยบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับ 81 หน่วยงาน และใช้งบประมาณดำเนินการภายในกรอบระยะเวลา 3 ปี ประมาณ 6.6 พันล้านบาทเพื่อเตรียมเสนอที่ประชุม ครม.ให้ความเห็นชอบ ใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการภัยจากคลื่นสึนามิอย่างเป็นระบบและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
 

นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันสาธารณภัย กล่าวว่า กลไกหนึ่งที่จะทำให้การบริหารจัดการสาธารณภัยในภาวะวิกฤตเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ ระบบการบัญชาการเหตุการณ์ที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น ปภ.จึงได้ผลักดันการพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ของประเทศไทย โดยการพัฒนาระบบบัญชาการเหตุการณ์ในระยะแรก ประกอบด้วย 5 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1. จัดทำคู่มือการบัญชาการเหตุการณ์และสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับการบัญชาการเหตุการณ์ 2. พัฒนาและจัดทำหลักสูตรการบัญชาการเหตุการณ์ 3. พัฒนาเสริมสร้างศักยภาพของวิทยากรด้านการบัญชาการเหตุการณ์ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผ่านการศึกษาดูงานและการฝึกอบรมขั้นสูง 4. จัดทำโครงการนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบ 5. ดำเนินโครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านการบัญชาการเหตุการณ์ ผ่านการผลักดันเนื้อหาหลักสูตรการบริหารจัดการ ในภาวะฉุกเฉินและการบัญชาการระหว่างสถาบันการศึกษา ตลอดจนสถาบันการฝึกอบรมผู้บริหารระดับสูงของประเทศ

 

ที่สะดุดตาเรื่องที่ 1 คือ แค่เฉพาะเรื่องสึนามิ

ที่สะดุดตาอันที่ 2 คือ 3 ปี 6.6 พันล้าน

ที่สะดุดตาอันที่ 3 คือ กลไกที่จะทำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งก็น่าจะสำคัญที่สุดของแผนนี้ ก็คือ การพัฒนาระบบบัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งก็น่าจะเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ ความชำนาญ และการฝึกอบรม

ที่จริงผู้เขียนไม่มีความรู้อะไรเรื่องการจัดงบประมาณ และไม่มีความรู้เรื่องของการบัญชาการ  แต่อยากชวนกันร่วมตั้งคำถามหรือตั้งประเด็นหรืออะไรกันสักหน่อยว่า งานบูรณาการและฝึกความชำนาญในการสั่งการ ต้องใช้งบประมาณขนาดนี้เชียวหรือ  ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้ก็แทบจะเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่างบฯ ภัยพิบัติจ่ายง่าย และตรวจสอบยากอยู่แล้ว  เพราะมีความเดือดร้อนของชาวบ้านตัวเป็นๆ ตาดำๆ ตัวจริง

เท่าที่ความรู้จากการทำงานข่าวสิ่งแวดล้อมมาเกือบ 20 ปีของผู้เขียน  ก็เลยสงสัยว่า  เราเป็นประเทศเสี่ยงสึนามิมากขนาดนั้นเชียวหรือ หรือแสดงว่าระบบเตือนภัยของเราที่ซ้อมกันอยู่ทุกวันนี้มันใช้ไม่ได้  อีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนอยู่คือว่า ทำไมประเทศเรามุ่งแต่จะรับมือกับภัยพิบัติ หรือลงมือบรรเทาผลกระทบเมื่อมันเกิด  แต่ทำไมเราไม่ทำแผนที่จะป้องกันภัยพิบัติจากธรรมชาติ  ด้วยการศึกษาที่มาของภัยพิบัติ  และปรับตัว  ปรับวิถีชีวิตให้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้อยที่สุด 

อยากแสดงความคิดเห็นกับข้อสงสัยข้อแรกก่อนว่า ประเทศเราเสี่ยงต่อสึนามิมากจริงๆ หรือ ไม่ใช่ว่าผู้เขียนไม่เห็นความสำคัญของชีวิตและทรัพย์สินของผู้สูญเสียและผู้อยู่ในพื้นที่เสี่ยง  แต่เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งเปรยไว้ว่า  คนไทยชอบอยู่แต่กับความรู้สึก ไม่ชอบอยู่กับข้อมูล  การตัดสินใจทำอะไรจึงมักจะเป็นไปตามความรู้สึกและพึ่งข้อมูลน้อยมาก

ผู้เขียนคิดว่าเรามีนักวิชาการธรณีวิทยาที่เชี่ยวชาญมากมาย  เท่าที่รู้ โอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวตามแนวรอยเลื่อนใหญ่สุมาตราก็มีอยู่  และมีโอกาสเกิดครั้งใหญ่ก็เป็นได้  แต่การศึกษาจากนักธรณีวิทยาหลายท่านก็เห็นว่า หลังการเกิดแผ่นดินไหวจนเกิดเป็นสึนามิเมื่อปี 2550  โอกาสจะเกิดซ้ำบริเวณเดิมมีน้อยมาก  เพราะได้ปลดปล่อยพลังงานไปแล้ว  แรงที่แผ่นเปลือกโลกเบียดกันอยู่ก็ลดน้อยลง  จุดที่น่าเป็นห่วงอยู่บริเวณหมู่เกาะเมนทาไวของอินโดนีเซีย  ซึ่งไม่มีการไหวมา 200 ปีแล้ว  การสะสมพลังงานก็มีมาก  ก็มีโอกาสเกิดไหวใหญ่จนเกิดสึนามิได้  แต่ผลกระทบถึงไทยจะไม่มี  เพราะเกาะชวาทั้งเกาะก็จะเป็นแขนกำบังคลื่นให้  โดยคลื่นจะสะท้อนออกไปทางมหาสมุทรอินเดีย 

ส่วนจุดที่น่าจะอันตรายสำหรับประเทศไทยก็คือ ตั้งแต่หัวเกาะสุมาตราขึ้นมาจนจรดอ่าวเบงกอล  เพราะจุดนี้ถ้าเกิดแผ่นดินไหวใหญ่  โอกาสที่จะเกิดสึนามิมาถึงฝั่งอันดามันของไทยก็มีสูง  ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญในการศึกษาโอกาสการเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่ส่งผลให้เกิดสึนามิบริเวณนี้เป็นหลัก  พื้นที่และขนาดความรุนแรงที่อาจได้รับผลกระทบ  และให้ความรู้กับประชาชนบริเวณนั้นอย่างสม่ำเสมอ  มีการซ้อมอพยพหนีภัยจนซึมลึกเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึก  แทนที่จะใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อเตรียมสั่งการเมื่อเกิดเหตุเช่นนั้นหรือไม่

ข้อสงสัยประการที่สอง ก็คือ ทำไมเราไม่มองถึงภัยพิบัติจากธรรมชาติอย่างอื่นๆ ที่แม้จะมีความรุนแรงน้อยกว่าสึนามิ แต่เมื่อรวมกันหลายๆ ครั้งหลายๆ ปีแล้ว  ก็อาจสร้างความเสียหายให้ประชาชนและประเทศได้มากกว่าสึนามิ  เพราะผลกระทบกว้างไกลกว่า  และเกิดขึ้นเป็นประจำ  อย่างที่เห็นง่ายๆ ก็คือฝนตก น้ำท่วม ดินถล่ม ทะเลกัดเซาะชายฝั่ง  ฯลฯ 

เรื่องเหล่านี้ในเวทีโลก (หมายถึงเวทีโลกร้อนต่างๆ) ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงไทย  ก็แทบจะยอมรับเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่า ทางรอดของเราก็คือการปรับตัว  ไม่ใช่การสู้ด้วยเทคโนโลยีแบบประเทศพัฒนาแล้วที่มีเงิน (ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะได้ผลถ้าไปฝืนสู้กับธรรมชาติ)  และผู้เขียนก็เห็นว่า เรามีนักวิชาการด้านนี้ตั้งมากมาย องค์ความรู้และภูมิปัญญาที่สั่งสมมาก็มีเยอะแยะ  มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

ดร.อานนท์  สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นักวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเคยคุยกับผู้เขียนว่า เรื่องสำคัญที่ประเทศเราต้องทำก็คือ ต้องยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ ทำอย่างไรให้ประชาชนของเรายอมรับในผลกระทบ  ว่ามันมากจากธรรมชาติในระดับโลกที่เราไม่สามารถเอาชนะได้  เราทำได้แค่เพียงทำอย่างไรให้เราอยู่ได้แบบสบายที่สุดภายใต้แรงบีบเค้นทางสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป 

“ไม่ต้องคิดว่าเราจะโตไปแค่ไหน  ตอนนี้ต้องยอมรับความจริงแล้วว่า  เราจะลงอย่างไรถึงจะเจ็บตัวน้อยที่สุดดีกว่า”

ทั้งหมดนี้เป็นคำถามจากประชาชนที่เสียภาษีคนหนึ่ง  ไม่อาจหาญไปวิเคราะห์เจาะลึกจริงๆ