น้ำท่วม พิบัติภัยจากมนุษย์หรือธรรมชาติ

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

น้ำท่วม พิบัติภัยจากมนุษย์หรือธรรมชาติ

จิตติมา บ้านสร้าง

บ้านผู้เขียนอยู่ริมน้ำ  เป็นคลองสายเล็กๆ ก่อนที่จะบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรี  บ้านของผู้เขียนจึงเป็นบ้านเรือนไม้ใต้ถุนสูงแบบบ้านนอกเหมือนๆ กับเพื่อนบ้านทั้งมวลในละแวกนั้น  ผู้เขียนอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ปี 2522 ตอนนั้นผู้เขียนรู้สึกว่าที่บ้านมี 5 ฤดู  เพราะนอกจากฤดูร้อน ฤดูหนาวแล้ว ยังมีฤดูฝน  ฤดูน้ำหลาก และฤดูน้ำด้วย

เริ่มต้นฤดูฝนที่มีฝนตกในราวเดือนพฤษภาคม ฝนก็จะตกเรื่อยไปจนถึงราวเดือนมิถุนายน น้ำก็จะเริ่มหลากไหลเชี่ยว  ชาวบ้านแถบนั้นเรียกว่าน้ำเขา (ไม่เรียกน้ำป่า อาจเป็นเพราะมาจากเขาใหญ่ที่ไกลออกไปพอประมาณ และไหลมาตามคลอง ไม่ได้เป็นภัยธรรมชาติแบบน้ำป่าที่เราเข้าใจกันอย่างในทุกวันนี้) ก็เป็นฤดูน้ำหลากหรือหน้าน้ำหลาก น้ำในคลองหน้าบ้านก็จะสูงขึ้นจนเกือบล้นตลิ่ง ไหลแรงและเร็ว  แต่น้ำก็ขุ่นไม่มาก  แต่ละบ้านก็จะปักเสาทอดสะพานไม้กระดาน 2 แผ่นตามหน้าบ้านเพื่อทอดแห  ยกยอ  หรือช้อนปลา (ช้อนอันใหญ่เท่าๆ กับยอ)  ตามบริเวณที่เป็นคุ้งน้ำ ที่น้ำนิ่งหน่อยก็จะมีการวางซั้ง (เป็นการตัดเอากิ่งไม้จากแถวๆ นั้นมาสุมๆ กันให้รกๆ เพื่อเป็นที่อยู่ของปลา ก่อนที่หลายวันต่อมาจะมาล้อมจับปลา) ส่วนเด็กๆ ก็จะตกปลาแขยง ปลาเล็กปลาน้อย 

ปลามากับน้ำหลากเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นปลาอีทุก ปลาแดง ปลากด ฯลฯ เพราะปลาจะขึ้นไปวางไข่บนเขา  ปลาที่แต่ละบ้านจับได้ก็ปรุงเป็นอาหารกันจนแทบนึกเมนูไม่ออก ส่วนที่ตลาดสดก็มีปลาขายเต็มไปหมด (มีปลาแบบนี้ทุกปี ไม่เห็นหมด  จนมาตอนหลังที่มีการสร้างฝายปูนเป็นทอดๆ ตามต้นน้ำเหนือคลองแถวบ้านขึ้นไป  จึงทำให้เดี๋ยวนี้ไม่ได้เห็นปลาอีทุกจากคลองหน้าบ้านอีกเลย  ส่วนปลาแดงก็หายากเต็มที  ตอนนี้ที่ตลาดสดก็มีแต่ปลาเลี้ยงมาขาย)

จังหวะหาปลาแบบนี้ก็จะมีอยู่สัก 2-3 อาทิตย์  พอถึงช่วงเข้าพรรษา น้ำก็จะเริ่มท่วมเข้าไปใต้ถุนบ้านแล้วไหลออกผ่านทุ่งนา  ตอนนี้ก็เรียกว่าหน้าน้ำหรือฤดูน้ำ (ฤดูที่ 5 ตามความเข้าใจของผู้เขียนตอนเด็ก) เมื่อน้ำเริ่มใสและไม่มีปลิง เด็กๆ ก็จะเริ่มลงเล่นน้ำ กีฬาทางน้ำส่วนใหญ่ก็เช่น “ลิงชิงบอล”“มะปริงมะปราง”ส่วนเด็กเล็กๆ ก็จะใช้ลูกมะพร้าวมัดเป็นคู่คาดซอกแขนเพื่อหัดว่ายน้ำ ปีไหนน้ำน้อย ระดับน้ำก็ราวเอว เล่นไม่สนุกเพราะตื้น เล่นมากๆ ดินข้างล่างก็คลุ้งขึ้นมาทำให้น้ำขุ่นและว่ายไม่ได้ เพราะขาตีถูกดิน ปีไหนน้ำมากก็ท่วมหัว ก็จะมีเกมแข่งขันกันดำน้ำให้เท้าถึงพื้น คนไหนเตี้ยหน่อยก็เสียเปรียบ แพ้อยู่เรื่อย เวลาไปโรงเรียนหรือผู้ใหญ่ไปตลาดก็ต้องพายเรือไปขึ้นที่วัดและขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ต่อ

ผู้เขียนและคนแถวนั้นไม่เคยรู้สึกว่าเป็นอุทกภัย ...แต่มันเป็นฤดูน้ำ

วิกฤตน้ำท่วมปี 2549 ที่ผู้เขียนทำข่าวสกายนิวส์ของไอทีวี และบินสำรวจน้ำท่วมแถวๆ นครนายก ปราจีนบุรี ที่บ้านของผู้เขียนก็ยังคงมีน้ำอยู่ในระดับอย่างที่เล่าให้ฟังตอนต้น แต่ตอนเย็นพ่อโทรมาบอกว่ามีหน่วยงานรัฐมาแจกข้าวสารอาหารแห้งให้  (พ่อบอกว่าถ้าไม่เอา ตัวแทนที่มาแจกก็จะเอาเอง เราเอามาแล้วไปให้คนจนต่อดีกว่า)

ผู้เขียนก็เลยเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ประสบ “อุทกภัย”!? !? !?

ที่เล่ามายืดยาว เพราะอยากให้เห็นภาพว่าน้ำก็มาอย่างนี้ทุกปีแหละ แต่ผู้เขียนก็ยอมรับว่าหลังๆ มานี้ฝนลมแรงมากขึ้น ตกหนักเป็นจุดๆ และระยะเวลาที่ฝนตกสั้นลงแต่ตกหนัก ผู้เขียนก็เชื่อว่านี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด “อุทกภัย”

แต่เท่าที่ผู้เขียนได้สัมผัสข้อมูลทั้งจากการสำรวจด้วยตา สำรวจด้วยการพูดคุยกับชาวบ้านที่ประสบ “อุทกภัย”นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนที่สนใจเรื่องน้ำ  จึงได้พบว่าปัจจัยที่ทำให้ “ผลกระทบ”รุนแรง เสียหายเป็นวงกว้าง อันดับ 1 ก็คือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น เปลี่ยนป่าเป็นแปลงปลูก (ข้าวไร่ ข้าวโพด ลิ้นจี่ ยางพารา และอีกสารพัด) จนต้นน้ำสูญเสียศักยภาพในการซับฝน ทางน้ำถูกรุกล้ำให้ตื้นเขินและแคบ พื้นที่ชุ่มน้ำถูกถมปลูกบ้านจัดสรรและโรงงาน จนสูญเสียศักยภาพในการรองรับน้ำ ในขณะที่การสร้างถนนก็กีดขวางทางน้ำและการระบายน้ำผ่านท่อก็เล็กกว่าทางที่น้ำเคยไหลไปได้ จนน้ำระบายไม่ทันแล้วทะลักเข้าท่วมเรือกสวนไร่นา ทั้งนี้เพราะการเพิ่มขึ้นของประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

อันดับที่ 2 ก็คือปัญหาในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน ซึ่งอันนี้ก็ลองชั่งน้ำหนักดู ระหว่างผู้ที่ไม่ได้บริหารจัดการน้ำก็บอกว่า กรมชลประทานไม่พร่องน้ำจากเขื่อนให้เพียงพอก่อนฝนจะมา ทั้งที่น่าจะรู้ว่าฝนจะมาแค่ไหน กับมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำตั้งมากมาย แต่ทำไมยังบรรเทาความเสียหายจากน้ำไม่ได้ ฝ่ายกรมชลประทานก็ชี้แจงว่า ถ้าพร่องมาก พลาดพลั้งไปฤดูแล้งก็จะไม่มีน้ำเพียงพอให้กับภาคการเกษตร เรียกว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง

ทำข่าวปี 2549 ประเด็นแรกยังไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก มีแต่ประเด็นที่ 2 (อาจเพราะมีจำเลยชัดเจน) แต่มาน้ำท่วมปี 2553 นี้ประเด็นนี้ถูกพูดถึงอย่างชัดเจน แม้หน่วยงานรัฐเองก็ยอมรับว่าเป็นเพราะหลายคนช่วยกันทำให้ “ปรากฏการณ์จากธรรมชาติ”กลายเป็น “ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบรุนแรง”ผู้เขียนหมายถึงมีความเสียหายมาก เพราะมีคนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายมากกว่าในอดีตที่อาจมีน้ำเท่าๆ กัน รวมทั้งการสื่อสารที่ทำให้เห็นภาพทั้งลึก กว้าง และไกลขึ้นกว่าสมัยก่อน

ถ้าเราเห็นสาเหตุที่แท้จริง เราก็จะจัดการปัญหาได้ถูกจุด ที่สำคัญวิธีการแก้ปัญหาจะยอมให้ธรรมชาติเป็นใหญ่ หรือความต้องการของคนเป็นใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่าเรายอมรับหรือเปล่าว่า เราอาจไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด  บางพื้นที่ บางกรณีเราต้องยอมให้เขา หลีกให้เขา หนีเขาไปอยู่ในที่ที่เขาไม่สามารถทำความเสียหายให้เราได้ โดยที่เรามาจัดการแบ่งสรรปันส่วน หรือจัดสรรที่อยู่ที่กินกัน  ปรับวิถีชีวิตกัน เพื่อให้เราอยู่ได้อย่างไม่เสียหาย เพราะเราไม่สามารถไปปรับเขาได้  และไม่สามารถกีดกั้นไม่ให้เขาเข้ามาทำลายเราได้อย่างถาวร เพราะบางวิธีที่ป้องกันน้ำท่วมได้  ก็อาจใช้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

ถึงเวลาที่เราต้องเริ่มปรับความคิด ปรับตัว และเดินหน้าเพื่อให้อยู่รอดแล้ว