รายงานกิจกรรม “BioBlitz 2014 บางกระเจ้า” เมื่อเราเรียนรู้ธรรมชาติ

เรื่อง : เมธิรา เกษมสันต์

[1] BioBlitz คือ....

เคยได้ยินเรื่อง ‘ปฏิบัติการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพแบบสายฟ้าแลบ’  ไหม?

และนี่... คือครั้งแรกของเมืองไทย !!

กับการรวมตัวของนักธรรมชาติวิทยาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นการระดมนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย พร้อมด้วยเหล่าอาสาสมัคร เพื่อมาร่วมกันลงแขกสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่คุ้งบางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ในวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2557 โดยจะสำรวจสิ่งมีชีวิตกลุ่มต่างๆ ให้ได้มากที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง

และในครั้งนี้ เราแบ่งกลุ่มการสำรวจออกเป็น 13 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสัตว์ฟันแทะ กระรอก กระแต / กลุ่มค้างคาว/ กลุ่มนก /กลุ่มสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และปลา /กลุ่มแมลง / กลุ่มผีเสื้อ/ กลุ่มหิ่งห้อย/ กลุ่มไส้เดือน กิ้งกือ ตะขาบ หอย/ กลุ่มสัตว์หน้าดิน/ กลุ่มพันธุ์พืช/ กลุ่มสาหร่าย แพลงก์ตอน ไลเคน/ กลุ่มเห็ดรา

แน่นอนว่างานนี้ ต้องรวมนักวิจัยและนักชีววิทยาระดับท็อปของเมืองไทยไว้เพียบ ตั้งแต่สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย, กลุ่ม siamensis, กลุ่มรักษ์ผีเสื้อ, กลุ่ม ECA ม.มหิดล, คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ,  มหาวิทยาลัยรามคำแหง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา, มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรมอุทยานฯ, กรมป่าไม้, BIOTEC, BEDO, กลุ่ม Big Trees, นิตยสารสารคดี, องค์กรเครือข่ายท้องถิ่นอย่างกลุ่มลำพูบางกระสอบและกลุ่มต้นกล้ากระเพาะหมู

……………………………………………………………………………………..

[2] ปี๊ดดดดดด.... เสียงนกหวีดปล่อยตัวเริ่มขึ้น

นักสำรวจกลุ่มต่างๆ เริ่มเดินหน้างานสำรวจทันที (มีกลุ่มนกที่แอบไปสำรวจตั้งแต่เช้าแล้ว เพราะนกจะหากินช่วงนั้นเยอะ) บางกลุ่มก็ถือแว่นขยายส่องตามต้นไม้ บ้างก็เงยมองฟ้า บ้างก็ก้มหน้าขุดดิน บ้างก็ต้องเดินลุยน้ำ บ้างก็ต้องลงโคลน บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักตื่นเต้น ...

ในขณะที่คนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักวิจัยก็ไม่มีเหงา เพราะตรงฐานบัญชาการสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ มีกิจกรรมสนุกๆ ให้เรียนรู้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินดูนกตอนเช้า ดูผีเสื้อตอนบ่าย การวาดภาพธรรมชาติ กิจกรรมศิลปะกับต้นไม้โดยกลุ่ม Big Trees กิจกรรมนักสืบสายลมตรวจสอบคุณภาพอากาศผ่านทางไลเคน  กิจกรรม Beginner BioBlitz ที่จะพาเราไปเรียนรู้การเป็นนักสำรวจเบื้องต้น พร้อมทั้งกิจกรรมที่หลายคนรอคอย อย่างกิจกรรมเรียนรู้ธรรมชาติกับหมอหม่อง รวมถึงไฮไลท์อย่างการพาไปดูหิ่งห้อยยามค่ำคืน

..................................................................................................

[3] เราจะสำรวจไปทำไม ?

นั่นสิ... นี่คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย

เราจะไปรู้ทำไมว่า ที่นี่มีปลากี่สายพันธุ์?  มีไส้เดือนกี่ชนิด?  มีนกกี่สปีชีส์?  รู้แล้วได้อะไรขึ้นมา?

คำตอบแรก คงต้องขอยกคำพูดของพี่อ้อย- ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว ที่บอกไว้ว่า

“เพราะว่าเราไม่ได้อยู่บนโลกนี้แต่เพียงลำพัง บนโลกใบเดียวกันนี้ ยังเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตอีกมากมายกว่า 9 ล้านสปีชีส์ ซึ่งทั้งหมดนั้นคือเพื่อนร่วมโลกของเรา สุภาษิตจีนบทหนึ่งบอกไว้ว่า ปัญญาอย่างแรกเริ่มจากการเรียกชื่อสิ่งต่างๆ ให้ถูก”

แต่นอกเหนือไปจากการได้รู้จักชื่อ สำคัญไปกว่านั้นคือการได้เข้าใจถึงพฤติกรรม เข้าใจว่าเพื่อนร่วมโลกของเราแต่ละชนิดใช้ชีวิตอย่างไร กินอะไรเป็นอาหาร ซึ่งนำมาสู่ความเชื่อมโยงว่าสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดสำคัญต่อกันอย่างไร เช่น นกบางชนิดช่วยควบคุมแมลงให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม บางชนิดก็ช่วยกระจายพันธุ์พืช หรืออย่างปลวกที่หลายคนเกลียด มันคือนักรีไซเคิลชั้นดีที่ช่วยย่อยไม้ผุในป่าให้กลายเป็นดิน ทำให้วงจรแร่ธาตุหมุนเวียนต่อไปได้ เช่นเดียวกับกิ้งกือที่ทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลาย ส่วนตัวเหี้ยคอยกินซาก มีอาชีพเป็นเทศบาลประจำสวน การมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ คือสิ่งที่ทำให้ระบบนิเวศทั้งหมดอยู่ในภาวะสมดุล

แล้วการศึกษาอย่างละเอียด ก็ทำให้เรายิ่งรู้ลึกขึ้นไปอีกว่า นกแต่ละชนิดก็กินแมลงในต่างรูปแบบกัน บางชนิดคุ้ยหาแมลงตามพื้นดิน บางชนิดโฉบกินกลางอากาศ บางชนิดกระโดดหาตามกิ่งไม้ บางชนิดก็เจาะหาหนอนในเนื้อไม้ ช่วยให้ต้นไม้ไม่ตายเพราะถูกหนอนทำลาย อีกทั้งนกแต่ละชนิดยังหากินในถิ่นอาศัยที่ต่างกัน บางชนิดต้องป่าดิบ บางชนิดขอป่าโปร่ง บางชนิดต้องป่าดิบราบต่ำ บางชนิดขอป่าดิบเขา ดังนั้น การสร้างเขื่อนแล้วคิดว่าเดี๋ยวนกก็บินหนีไปอยู่ที่อื่นได้ จึงเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง  

ด้วยความที่ทั้งหมดเชื่อมโยงกันอยู่ด้วยสายใยอันซับซ้อน  นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เราต้องเรียนรู้มัน

เพราะถ้าเราไม่รู้ถึงความเชื่อมโยงเหล่านี้ เราก็อาจเผลอทำลายมันไปโดยไม่รู้ตัว เราอาจสร้างคันคอนกรีตริมน้ำ ที่ทำลายแหล่งอาศัยของปลา ทำลายแหล่งอาศัยของหิ่งห้อยชนิดใหม่ของโลก และโชคร้ายกว่านั้น เราอาจไปทำลายอะไรบางอย่าง ที่เรียกว่าเป็น keystone species ซึ่งหมายถึงชนิดพันธุ์ที่เป็นเสาหลัก เหมือนหินก้อนกลางของประตูโค้งโรมัน ที่ถ้าขาดหินก้อนนี้ไป ประตูทั้งหมดจะพังลงมา เช่น ต้นไทรที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์นานาชนิด หรือปลาซิวข้าวสารที่เป็นทั้งอาหารของปลาอีกหลายสายพันธุ์ อีกทั้งยังช่วยควบคุมปริมาณของแพลงก์ตอนสัตว์ ซึ่งจะไปควบคุมปริมาณของแพลงก์ตอนพืชอีกที ถ้าขาดชนิดพันธุ์นี้ไป ระบบก็เสี่ยงต่อการเสียสมดุล  

ดังนั้น การรู้จักระบบนิเวศและรักษามันไว้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของไส้เดือนพันธุ์หนึ่ง ปลาพันธุ์หนึ่ง แต่มันหมายถึงการรักษาความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ 

และนั่นก็คือสิ่งสำคัญด้านที่หนึ่ง คือ ‘ความรู้’

ส่วนด้านที่สองที่ตามมาพร้อมๆ กัน คือ ‘ความรัก’

เราอาจไม่ต้องเป็นถึงขั้นนักวิจัย แต่เพียงแค่เราได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งมาสัมผัสกับธรรมชาติ มาเงยหน้าดูนก ก้มหน้ามองดอกไม้ สอดส่ายสายตาหาผีเสื้อหรือสัตว์เล็กๆ บนผิวดิน  เมื่อเราได้ unplug จากคอมพิวเตอร์ และ reconnect กับธรรมชาติ เราก็จะรู้สึกว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้คือเพื่อน รู้สึกผูกพันและไม่อยากให้ใครมาทำลาย

ดังเช่นที่หมอหม่อง- นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ เคยพูดไว้ว่า

“ผมคิดว่าหากเด็กรุ่นใหม่อยู่แต่กับห้างสรรพสินค้าอย่างเดียว อยู่กับไอแพด ไอโฟนอย่างเดียว โดยไม่เคยสัมผัสกับธรรมชาติเลยผมไม่คิดว่าเขาจะแคร์ เขาอาจจะรู้ข้อมูลมากมาย รู้จักสัตว์ทั่วโลกจากรายการโทรทัศน์ ซึ่งสมองอาจจะโต แต่หัวใจเหี่ยวเพราะไม่เคยรู้สึกผูกพัน ไม่รู้สึกว่าธรรมชาติเป็นเพื่อนแล้วเขาจะแคร์ธรรมชาติหรือ แล้วโลกใบนี้จะฝากใครดูแล คงจะกลายเป็นโลกที่ทุกคนบริโภคกันอย่างเดียว”

“ความจริงประเทศเรามีมรดกทางธรรมชาติเยอะมาก แต่เราไม่ค่อยรู้จักมัน  อย่างพูดถึงนกฮัมมิงเบิร์ดทุกคนรู้จัก แต่พอพูดถึงนกกินปลีกลับไม่ค่อยมีใครรู้จัก พูดถึงยีราฟ ม้าลาย เด็กๆ ทุกคนรู้จัก แต่พูดถึงชะมด อีเห็น เรากลับไม่รู้ว่ามันหน้าตายังไง ถ้าเราไม่รู้ว่าบ้านเรามีอะไรดี โจรขึ้นบ้านที เราก็ปล่อยให้เขาเอาไปหมด”

...................................................................................................

[4] ค่ำคืน :  ค้างคาว และหอยจิ๋ว

กลับมาที่สวนศรีนครเขื่อนขันธ์

แม้เวลาจะล่วงเลยดึกดื่นเข้าไปทุกที แต่นักวิจัยหลายกลุ่มยังไม่หยุดทำงาน

กลุ่มหอยยังคงส่องหอยขนาดจิ๋วใต้กล้องจุลทรรศน์ กลุ่มนกยังออกสำรวจนกกลางคืน กลุ่มแมลงยังเปิดไฟล่อแมลงอยู่อีกที่หนึ่ง แต่ที่ตื่นเต้นที่สุดก็เห็นจะเป็นกลุ่มค้างคาว ที่กำลังจับค้างคาวมาวัดขนาดและเก็บ DNA อยู่ตรงฐานบัญชาการ... ค้างคาวที่หน้าตาน่ารักแบบนี้ คือค้างคาวกินผลไม้ (ตาโตเพราะใช้มองยามค่ำคืน) ในขณะที่ค้างคาวกินแมลง หน้าตาจะดูประหลาดๆ หน้ามู่ทู่ หูกางใหญ่ เพราะใช้เป็นตัวสะท้อนสัญญาณโซนาร์ เดินทางด้วยระบบเสียง ฉะนั้น มันจึงมีตาเล็กมาก

หลังจากดูค้างคาวจนหนำใจ เราก็แวะมาคุยกับกลุ่มนักวิจัยหอย

และนี่เป็นครั้งแรกที่เราได้รู้จัก ‘หอยจิ๋ว’ ขนาด 1 มิลลิเมตร (เล็กสุดได้ถึง 0.5 มิลลิเมตร) ชนิดที่ถ้าเดินผ่านเอง คงนึกว่าเป็นเศษกรวด แต่หอยว่าจิ๋วแล้ว ทีมวิจัยยังบอกว่า สามารถมีปูเสฉวนบางชนิดที่อาศัยอยู่ในหอยจิ๋วนี้ได้อีก นั่นแปลว่ามันต้องตัวเล็กม้ากกกก...

ผศ. พงษ์รัตน์  ดำรงโรจน์วัฒนา จากมหาวิทยาลัยบูรพา ผู้นำทีมวิจัยหอย ซึ่งอาจารย์เล่าให้ฟังว่า ในเมืองไทยมีหอยถึง 6,000-7,000 ชนิด ความสำคัญที่เราต้องทำวิจัยก็คือ ถ้าเราไม่รู้เลยว่าบ้านเรามีอะไร เราก็จะไม่รู้ถึงความสำคัญของมัน เช่น ถ้าเราไม่รู้ว่าหอยบางกลุ่มมีถิ่นอาศัยเฉพาะเขาหินปูน แล้วเราระเบิดไป เราก็อาจสูญเสียสปีชีส์หนึ่งไปตลอดกาลเลยก็ได้

หรือมองอีกแง่หนึ่ง การเรียนรู้ธรรมชาติ ก็สามารถนำเอาความรู้มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ เช่น การออกแบบเลียนธรรมชาติ (biomimicry) เช่น หอยแมลงภู่มีขนเป็นเส้นๆ ไว้ยึดเกาะหิน ความรู้นี้นักวิทยาศาสตร์ก็เอามาประยุกต์ใช้เป็นกาวใต้น้ำ หรือความแน่นหนึบของตีนตุ๊กแก ก็เอามาประยุกต์เป็นกาวบนบก  พอนำแนวคิดสองอันมาผสมกัน ก็ประยุกต์กลายเป็นกาวที่ใช้ได้ทั้งในน้ำและบนบก  หรือแม้แต่อวัยวะของหอยที่ใข้ครูดหินปูนกิน ก็ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบมีดตัดโลหะ

นอกจากนั้น การรู้จักวงจรชีวิตของหอย ก็ช่วยในเรื่องของการเฝ้าระวังโรคระบาดได้ เพราะหอยบางชนิดเป็นพาหะของปรสิต เช่น พยาธิใบไม้ในตับ แต่ที่น่าสนใจคือมีหอย 2 ชนิดที่หน้าตาเหมือนกันมาก ชนิดหนึ่งนำโรคพยาธิใบไม้ในตับ อีกชนิดไม่นำ ถ้าเราไม่ศึกษาและไม่รู้ ก็อาจเข้าใจผิดได้

“อย่างหอยเสียมแม่น้ำแคว ผมว่าอีกไม่นานคงสูญพันธุ์ เพราะลำน้ำด้านบนมีการสร้างเขื่อนแล้วปล่อยทรายลงมา ทำให้ตัวอ่อนโตไม่ได้  ถ้าเราต้องสูญเสียบางชนิดพันธุ์ไปเพราะความไม่รู้ ผมว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย... เพราะถ้าสิ่งที่มีอยู่เราไม่รักษาไว้ อีกไม่นานลูกหลานเราคงได้เห็นมันแต่แค่ในโหลดอง”

........................................................................................

[5] สรุปผล

เช้าวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 เวลา 10.00 น. ครบกำหนดเวลา 24 ชั่วโมงแห่งการสำรวจ แต่ละทีม ต่างผลัดกันมารายงานผลให้กลุ่มอื่นได้ฟัง

เริ่มจากกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบ 10 ชนิด เป็นค้างคาว 3 ชนิด
นอกจากหมา แมว หนู แล้ว ที่นี่ก็ยังมีเพื่อนร่วมโลกน่ารักๆ อย่างกระรอก กระแต กระจ้อน รวมถึงค้างคาว (กระรอกกับกระแต ถือว่าเป็นคนละวงศ์กัน โดยกระรอกเป็นสัตว์ฟันแทะ กินผลไม้เป็นหลัก ชอบหากินบนต้นไม้ ส่วนกระแตจะชอบกินแมลงหรือสัตว์เล็กๆ มากกว่า มักหากินบนพื้นดิน ส่วนกระจ้อนเป็นญาติของกระรอก)

นก 82 ชนิด
ที่นี่ต้องถือเป็นสวรรค์ของนกอพยพ เพราะหลังจากมันรอนแรมผ่านมหาสมุทรมายาวไกล บริเวณนี้คือพื้นที่สีเขียวแห่งแรกที่มันพบ นี่จึงเป็นจุดแวะพักเติมพลังชั้นดี มีอาหารหลากหลาย ความหลากหลายของนกที่นี่จึงมาก มีทั้งนกแซวสวรรค์ที่หางยาวเฟื้อยราวกับริบบิ้นห่อของขวัญ มีหัวขวานเขียวป่าไผ่ที่หายไปจากหลายพื้นที่เนื่องจากถิ่นอาศัยถูกทำลาย เป็นหนึ่งในหลายสายพันธุ์ที่ยืนยันถึงความสำคัญของปอดใกล้เมืองแห่งนี้  มีนกเปล้าคอสีม่วงฝูงใหญ่ ซึ่งบ่งชี้ว่าที่นี่อุดมสมบูรณ์ มีลูกไม้สุกให้กินตลอดปี

สัตว์เลื้อยคลาน 14 ชนิด
เช่น งูหัวกะโหลก งูเขียวหางไหม้ตาโต  งูก้นขบ รวมถึงเต่าดำ เต่านา (ชอบอยู่ในนา กินหอยเชอร์รี่ ใครไปปล่อยเต่านี้ในแม่น้ำ ถือว่าทำบาปทีเดียว)  และที่ขาดไม่ได้คือเทศบาลประจำสวนอย่างตัวเหี้ย  ฯลฯ

สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 7 ชนิด
เช่น อึ่งอ่างบ้าน คางคกบ้าน อึ่งน้ำเต้า ปาดบ้าน  เขียดงูเกาะเต่า (เป็นเขียดที่ตัวยาวคล้ายงู ไม่มีขา) ฯลฯ

ปลา 47 ชนิด
มีทั้งปลาน้ำจืดและน้ำกร่อย มีทั้งปลาระบบนิเวศน้ำนิ่งและน้ำไหล ดาราเด่นต้องยกให้ปลาบู่รำไพ – ปลาที่โดนคุกคามแหล่งที่อยู่จนตกอยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ แต่ยังเจอได้ที่นี่  รวมทั้งปลาดุกด้านที่ใกล้สูญพันธุ์เช่นกัน และที่น่าดีใจคือเรายังเจอปลาตะเพียนทองและตะเพียนขาว ซึ่งบ่งชี้ว่าคุณภาพน้ำยังใช้ได้ เพราะสองชนิดนี้เป็นปลาที่ต้องการออกซิเจนเยอะในการหายใจ แต่ก็น่าหวั่นใจตรงที่ไม่ใช่ทุกจุดที่คุณภาพน้ำจะดี ถ้าเทียบกับปีก่อนๆ คุณภาพน้ำถือว่าแย่ลง

กลุ่มแมลง พบทั้งหมด 145 ชนิด เป็นผีเสื้อ 45 ชนิด และหิ่งห้อย 4 ชนิด
ข้อมูลที่น่าตื่นเต้นคือ ในสวนสาธารณะศรีนครเขื่อนขันธ์สามารถพบหิ่งห้อยบกซึ่งตามปกติหายากได้ ในขณะที่บริเวณป่าลำพูบางกระสอบ พบหิ่งห้อยน้ำกร่อยเยอะมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณแห่งนี้ยังคงความอุดมสมบูรณ์  อีกทั้งคุ้งบางกระเจ้าแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ที่ ดร.อัญชนา ท่านเจริญ ได้ค้นพบหิ่งห้อยน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก

หอย  53 ชนิด และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่นๆ 33 ชนิด
ตัวที่เป็นไฮไลต์ เช่น ‘กิ้งกือกระบอกเหลือง’  ซึ่งทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ จนนักวิจัยให้ฉายาว่า “พันขามหาสมบัติ คืนความสมบูรณ์สู่แผ่นดิน”

‘ไส้เดือนสะเทินน้ำจืด’ มีติ่งเล็กๆ คล้ายปีกยื่นออกมาสองข้าง ที่น่าตื่นเต้นคือยังไม่เคยมีรายงานการพบเจ้าตัวนี้ในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เลย อีกทั้งกำลังอยู่ในระหว่างรอการศึกษาว่า อาจเป็นชนิดใหม่ของโลก

‘ตะขาบขายาว’ที่ทั้งความสวยและความประหลาดรวมอยู่ในตัวเดียวกัน  รวมถึง ‘ตะขาบบ้าน’  ที่แม้จะมีพิษร้าย แต่ความจริงแล้วมันก็มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศมาก เพราะมันเป็นผู้ล่าในระบบนิเวศหน้าดิน ถ้าผู้ล่าหายไป ปริมาณแมลงที่เป็นเหยื่อก็อาจเพิ่มขึ้นจนเสียสมดุล

กลุ่มพืช พบทั้งหมด 170 ชนิด
มีชนิดที่สำคัญอย่างเช่น ‘ไทร’ซึ่งไทรแต่ละชนิดก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันสุกตลอดทั้งปี ทำให้นก กระรอก ค้างคาว และสัตว์กินผลไม้ต่างๆ มีอาหารกินไม่ขาดช่วง

ต่อด้วยกลุ่มสาหร่ายและแพลงก์ตอน พบทั้งหมด 42 ชนิด
ความสำคัญคือชนิดของแพลงก์ตอนที่เจอ สามารถบ่งชี้คุณภาพของน้ำได้ ทำให้เราได้รู้ว่า บริเวณตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง คุณภาพน้ำค่อนข้างแย่ ในขณะที่ทางเหนือน้ำของลำน้ำสายเดียวกัน กลับมีคุณภาพดี นั่นแปลว่าตลาดน้ำส่งผลต่อคุณภาพน้ำอย่างชัดเจน อีกทั้งมีข้อมูลเสริมว่า การให้อาหารปลาในปริมาณที่มากเกินไป ก็ส่งผลให้คุณภาพน้ำแย่ลงได้ เพราะทำให้ปริมาณแพลงก์ตอนเพิ่มขึ้น ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง

กลุ่มไลเคน พบทั้งหมด 17 ชนิด
ไฮไลต์ :  ไลเคน Physcia undulata ซึ่งไม่เคยเจอในสวนสาธารณะ กทม. เลย (เพราะมันชอบอากาศดีกว่า)

กลุ่มเห็ดรา  พบ 55 ชนิด
ไฮไลต์ที่น่าประทับใจคือ ‘เห็ดแซ่ม้า’ ดอกเล็กๆ สีชมพูสวยมาก บานเป็นกลุ่มราวดอกไม้ ซึ่งปกติเจอในป่าที่อุดมสมบูรณ์ การเจอที่นี่ได้แปลว่าระบบนิเวศของที่นี่ต้องดีเยี่ยมในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับเห็ด Laccaria ที่ปกติจะเจอเฉพาะในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เท่านั้น นักวิจัยเองยังตื่นเต้นที่ได้เจอมันที่นี่

สรุปคือ
ใน 24 ชั่วโมงนี้ เราสำรวจพบสิ่งมีชีวิตรวมทั้งหมด 675 ชนิด (เบื้องต้นที่จำแนกได้ ยังมีมากกว่านี้ที่ต้องจำแนกในห้องทดลอง ติดตามผลได้ที่ https://www.facebook.com/bioblitzthailand)

………………………………………………………………………….

[6] ตัวเลขนี้บอกอะไร?

ดร.อ้อย หรือ ดร.สรณรัชฎ์  กาญจนะวณิชย์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว ได้สรุปปิดท้ายว่า

“ถ้าเทียบกับของฝรั่งเขาได้เยอะกว่าเรา ของเราพื้นที่ 19.2 ตร.กม. ได้ 675 ชนิด ส่วนไอร์แลนด์พื้นที่เล็กกว่าเราตั้งเยอะ 3.2 ตร.กม. เขาได้ 1,116 ชนิด หรือที่เซ็นทรัลปาร์ค นิวยอร์ก 3.4 ตร.กม. ได้ 834 ชนิด...

“ทำไมฝรั่งได้เยอะกว่าของเรา ปัจจัยหนึ่งก็เพราะเรายังมีนักชีวะหรือนักวิทยาศาสตร์น้อย ในงาน BioBlitz ที่อเมริกา มีนักวิทยาศาสตร์อาชีพมากัน 350 คน มีนักนิยมธรรมชาติที่มาเป็นอาสาสมัคร 2,000 คน แต่ของเราทีมสำรวจมีแค่ 200 คน คนทั่วไป 120-150 คน แต่พวกเราก็หวังว่างาน BioBlitz แบบนี้ จะช่วยสร้างเทรนด์และเปิดเวทีให้คนได้มองเห็นความสนุกสนาน ความน่าสนใจของงานทางชีวะ ได้เห็นว่านักชีวะอย่างพวกเราก็กิ๊บเก๋ไม่แพ้นักร้อง

“สิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เราเจอในครั้งนี้ สะท้อนว่าเรายังมีอะไรดีๆ เหลืออยู่อีกมากมาย ถึงเราจะได้เท่านี้ แต่ชนิดที่เราพบก็สะท้อนคุณภาพเหนือปริมาณ เรามีตัวเด็ดๆ ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ แสดงถึงระบบนิเวศที่หาไม่ได้แล้วในละแวกนี้ นั่นคือคุณค่าของพื้นที่บางกระเจ้า โจทย์คือเราจะออกแบบการพัฒนาต่อไปอย่างไร ให้เราสามารถอยู่กับเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้ได้ คนอยู่ได้ สิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ได้ มันอยู่ที่การออกแบบ ซึ่งถ้าเราทำได้ พื้นที่กระเพาะหมูบางกระเจ้าจะเป็นพื้นที่ที่เก๋ และเป็นตัวอย่างได้เลยว่าอยู่แบบศตวรรษที่ 21 มันต้องอย่างนี้...”

-----------------------------------
อ่านเรื่องราวของธรรมชาติ สรรพสัตว์ และความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งได้เพิ่มเติมที่ http://krajibnoi.blogspot.com/

Share this

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม