เขื่อนห้วยละห้ากับที่นาของแม่ใหญ่ไฮ

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.

เรื่องราวของแม่ใหญ่ไฮ ขันจันทา หญิงชราจากบ้านโนนตาล กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี ที่ใช้เวลา 27 ปีเต็มในการกู้ชีวิตที่จมอยู่ใต้เขื่อนห้วยละห้า เริ่มจากการร้องเรียนตามขั้นตอนราชการ จนสุดท้ายจบลงด้วยปฏิบัติการ “ทุบเขื่อน” ได้กลายเป็นตำนานที่แสดงให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านในภาคอีสาน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ประสบหายนะจากการสร้างเขื่อนมากที่สุดในประเทศไทย กว่าจะได้มาซึ่งที่นาอันเป็นมรดกตกทอดของครอบครัวเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ของแม่ใหญ่ไฮ พร้อมๆ กับการได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งของลูกๆ ทุกคน สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยรับรู้ได้จากเศษเสี้ยวของคำบอกเล่าด้วยน้ำตา คงหนีไม้พ้นภาพแห่งความอัปลักษณ์ของภาครัฐที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กล่าวคือการได้มาซึ่งเขื่อนแต่ละแห่งในภาคอีสานนั้น ต้องแลกมาด้วยชีวิตของคนหลายร้อยหลายพันครอบครัว

เขื่อนห้วยละห้าเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่บ้านโนนตาล ตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินการก่อสร้างโดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) กระทรวงมหาดไทย โดยก่อสร้างขึ้นในปี 2520 – 2521 โดยระบุว่าเป็นเขื่อนเพื่อการชลประทานขนาดเล็ก และเป็นการร้องขอของราษฎรในพื้นที่เพื่อประโยชน์ของชุมชนเอง ในรายงานโครงการเบื้องต้นระบุว่า อ่างเก็บน้ำแห่งนี้จะมีพื้นที่ 130 ไร่ ความจุ 240,000 ลูกบาศก์เมตร แต่ปัจจุบันน้ำได้ท่วมพื้นที่มากกว่า 400 ไร่ ซึ่งรวมทั้งที่ดินมรดกตกทอดของแม่ใหญ่ไฮด้วย

แม้จะไม่เคยเซ็นชื่อยินยอมให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยละห้า แต่ก็ไร้ผล เพราะมีการปลอมลายเซ็นของแม่ใหญ่ไฮเกิดขึ้น จนในที่สุดครอบครัวขันจันทา ซึ่งมีลูก 10 คน ก็ต้องแตกสลายกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง จากเดิมเคยทำนาทำไร่ มีสัตว์เลี้ยงทั้งวัว ควาย ม้า และกิจการโรงสีข้าว ซึ่งถือว่ามีฐานะไม่ลำบาก แต่ท้ายที่สุดก็ต้องขายทุกสิ่งทุกอย่าง และกลายเป็นคนยากจนในพริบตา

เรื่องราวของแม่ใหญ่ไฮและความทุกข์ยากจากเขื่อนห้วยละห้าถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจน ซึ่งแน่นอนว่านับครั้งไม่ถ้วนที่แม่ใหญ่ไฮเดินทางมากรุงเทพมหานครเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ท้ายที่สุดระยะเวลา 27 ปีกับชีวิตที่จมดิ่งสู่ก้นบึ้งของความทุกข์อย่างแสนสาหัส ก็นามาซึ่งคำตอบที่ว่า นานมากเต็มทีแล้วที่ผู้คนใช้น้ำอย่างสุขสบายท้ามกลางคราบน้ำตาของผู้สูญเสียที่ดิน อีกทั้งหน่วยงานรัฐก็ไม่เหลียวแล มิหนำซ้ำยังพึ่งพาไม่ได้ หนทางสุดท้ายก็คือต้องพึ่งตัวเอง นั่นคือ วันที่ 19 เมษายน 2547 แม่ใหญ่ไฮได้รวบรวมลูกหลานตัวเล็กตัวน้อยให้ช่วยกันขุดเขื่อน เพื่อเปิดช่องทางให้น้ำระบายออก แล้วที่ดินผืนสุดท้ายของชีวิตที่จมหายก็จะโผล่ขึ้น 

แม้จะถูกข่มขู่คุกคาม ถูกเหยียดหยามจากเพื่อนบ้านผู้ใช้น้ำ แต่ท้ายที่สุดเรื่องราวของแม่ใหญ่ไฮก็ได้รับการช่วยเหลือจากวุฒิสมาชิกของจังหวัดอุบลราชธานี คือ น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ จนปรากฏผ่านสื่อมวลชน คำพูดซื่อๆ แต่กินใจที่เรียกร้องสิ่งที่พึงได้จากปากของแม่ใหญ่ไฮ นำมาซึ่งความสนใจและสลดใจของคนไทยทั้งประเทศ

ค่ำของวันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2547 น้ำตาของแม่ใหญ่ไฮก็ไหลรินอีกครั้ง แต่เป็นน้ำตาแห่งความตื้นตัน เมื่อคำร้องขอที่ดินคืนมาตลอดระยะเวลา 27 ปี ได้รับความสนพระทัยจากสมเด็จพระเทพฯ และนำมาซึ่งการใช้หลักเมตตาธรรม เมื่อนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น สั่งการให้หาทางยุติความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ทางออกที่ถูกค้นพบในชั่วพริบตาหลังจากนั้น คือการหาแหล่งน้ำประปาใหม่ให้หมู่บ้าน และปล่อยน้ำออกจากเขื่อนห้วยละห้า เพื่อคืนที่ดินให้กับแม่ใหญ่ไฮพร้อมๆ กับเจ้าของที่ดินรายอื่นๆ กระทั่งในปี 2552 คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อนุมัติเงินชดเชยเพื่อเยียวยาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนให้แก่ยายไฮ พร้อมพวกอีก 3 คน รวมเป็นเงิน 4.9 ล้านบาท ...เป็นอันปิดฉากการสู้ทรหดเพื่อทวงสิทธิ์อันยาวนานร่วม 32 ปี

เขื่อนห้วยละห้าที่เริ่มต้นขึ้นด้วยวัตถุประสงค์สารพัดประโยชน์ จึงปิดฉากลงพร้อมๆ กับการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่าตกใจด้วยว่า ท้ายที่สุดแล้วคุณภาพน้ำในเขื่อนกลับต่ำกว่าที่คาดหมาย จากเดิมที่คิดว่าจะใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค แต่สุดท้ายกลับใช้ประโยชน์ได้เพียงแค่น้ำเพื่อการซักล้างเท่านั้น
 

ที่มา บางส่วนจากนิตยสารโลกสีเขียว ฉบับกรกฎาคม – สิงหาคม 2547 เขียนโดยอวยพร แต้ชูตระกูล