คลิตี้: สายน้ำเปื้อนพิษตะกั่ว

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.

เรื่อง เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์

ไกลจากตัวอำเภอทองผาภูมิประมาณ 120 กิโลเมตร ลึกเข้าไปในราวป่า ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มีหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงเล็กๆ แห่งหนึ่งวางตัวอย่างเรียบง่าย โดยมีลำห้วยเล็กๆ ใสเย็นไหลผ่าน หากมองโดยผิวเผินแล้ว นี่อาจเป็นหมู่บ้านสุดโรแมนติกในฝันของใครหลายคน แต่แน่นอนย่อมไม่ใช่ฝันของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นั่น เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในลำห้วย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้หลักของหมู่บ้าน

หมู่บ้านที่ว่านั้นคือ “หมู่บ้านคลิตี้ล่าง” ซึ่งเริ่มกลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในปี 2541 ภายหลังที่ตกเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ในฐานะของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการปล่อยน้ำเสียของโรงแต่งแร่ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเหนือหมู่บ้าน พร้อมกับปริศนาความเจ็บป่วยของชาวบ้านและการล้มตายของวัวควายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาในอดีต

สาเหตุและปัญหา

ในครั้งนั้นสื่อมวลชนได้ลงข่าวตีแผ่เรื่องการปล่อยน้ำเสียของบริษัทตะกั่ว คอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด อย่างต่อเนื่องนานนับสัปดาห์ ร้อนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาแก้ไขปัญหา โดยสำนักงานทรัพยากรธรณีจังหวัดกาญจนบุรี ภายใต้สังกัดกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลการทำเหมืองและการแต่งแร่ในสมัยนั้น ก็ได้มีคำสั่งลงวันที่ 22 เมษายน 2541 ให้โรงแต่งแร่หยุดประกอบการชั่วคราวทันที พร้อมทั้งสั่งปรับเงินเป็นจำนวน 2,000 บาท แม้จะมองได้ว่าเป็นการตอบสนองต่อปัญหาอย่างฉับไว แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นมาตรการเอาผิดกับผู้ก่อมลพิษที่แสนจะบางเบา

ขณะที่การรุดเข้าตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษ ในระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 1พฤษภาคม 2541 พบว่า มีการปนเปื้อนของสารตะกั่วในน้ำและตะกอนท้องน้ำบริเวณใต้โรงแต่งแร่สูงตลอดทั้งลำห้วย รวมระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร โดยในตัวอย่างน้ำบริเวณหมู่บ้านคลิตี้ล่างมีสารตะกั่วปนเปื้อนสูง 0.55 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพแหล่งน้ำผิวดินที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนดไว้ถึง 11เท่า และสูงกว่าบริเวณเหนือโรงแต่งแร่ถึง 92 เท่า (บริเวณเหนือโรงแต่งแร่มีตะกั่วปนเปื้อนในน้ำ 0.006 มิลลิกรัมต่อลิตร) ส่วนการตรวจสอบตะกอนดินท้องน้ำ พบว่าที่บริเวณหมู่บ้านคลิตี้ล่างมีการปนเปื้อน 33,491 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (บริเวณเหนือโรงแต่งแร่มีตะกั่วปนเปื้อนในตะกอนดินท้องน้ำ 402 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) นอกจากนี้ จากการเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำ พบว่าทั้งหมดมีตะกั่วปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานอาหารตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

แม้บริษัทตะกั่วฯ จะชี้แจงสาเหตุของปัญหาว่า เกิดจากน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ่อเก็บกักหางแร่ที่อยู่ติดกับลำห้วย แล้วกัดเซาะทำนบคันดินของบ่อจนพัง ทำให้ตะกอนดินและน้ำขุ่นข้นในบ่อปนเปื้อนลงในลำห้วย แต่จากปากคำของชาวบ้าน ระบุว่าโรงแต่งแร่ได้ปล่อยน้ำเสียลงลำห้วยมานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยชาวบ้านสังเกตจากการที่มีปลาตายเกลื่อนลำห้วยเป็นระยะๆ น้ำมีลักษณะขุ่นเป็นสีเทา และเมื่อชาวบ้านบางคนเดินผ่านเข้าไปในโรงแต่งแร่ ก็จะได้กลิ่นเหม็นของสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดดินปนแร่ให้ละลาย ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกับที่ได้กลิ่นจากลำห้วย

การแก้ไขอันยาวนานที่ยังไม่จบสิ้น

ภายหลังจากที่มีการตรวจสอบพบสารตะกั่วปริมาณมากปนเปื้อนในลำห้วยคลิตี้ กรมทรัพยากรธรณี (ปัจจุบันคือกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่) ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการเหมืองแร่ก็ได้หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในการฟื้นฟูลำห้วย ด้วยการอ้างถึงอำนาจหน้าที่ที่จำกัดอยู่เพียงแค่การฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่ ส่วนผลกระทบที่รั่วไหลออกไปนอกเหมืองนั้นไม่อยู่ในอำนาจจัดการ ในขณะที่กรมควบคุมมลพิษซึ่งได้รับแรงกดดันจากกระแสข่าวและการร้องเรียนปัญหาจากองค์กรพัฒนาเอกชน จึงได้ตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาการสะสมของสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ขึ้น อันนำไปสู่มติให้ผู้ประกอบการเร่งขุดลอกตะกอนที่ปนเปื้อนในจุดที่อยู่ใกล้โรงแต่งแร่ก่อน เนื่องจากมีการปนเปื้อนสูง หลังจากนั้นให้มีการสร้างเขื่อนดักตะกอนกึ่งถาวร 2 แห่ง เพื่อดักตะกอนให้ตกค้างอยู่เขื่อน แล้วค่อยดำเนินการขุดลอกหรือดูดตะกอนไปกำจัดอย่างเหมาะสมต่อไป

อย่างไรก็ดี มีเพียงการขุดลอกตะกอนบริเวณใกล้โรงแต่งแร่เพียงหนเดียวในปี 2542 หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ จนกระทั่งในปลายปี 2544 มีการจัดประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ 4 กระทรวง ประกอบด้วยกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมติหนึ่งจากที่ประชุมคือ ให้เร่งดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ด้วยการสร้างเขื่อนดักตะกอน โดยต่อมาเพียงไม่กี่เดือน ผู้ประกอบการก็ได้สร้างเขื่อนดักตะกอนจนแล้วเสร็จ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการขุดลอกหรือดูดตะกอน แม้ในระยะแรกจะมีการทวงถามความคืบหน้าจากกรมควบคุมมลพิษก็ตาม แต่ในเวลาต่อมา กรมควบคุมมลพิษก็ไม่ได้ติดตามทวงถามหรือใช้อำนาจตามกฎหมายบังคับให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงอย่างถึงที่สุดอีกเลย โดยชี้แจงว่าได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วได้รับความเห็นว่าไม่ควรดำเนินการสูบหรือขุดลอกตะกอนดินจากลำห้วยคลิตี้ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของตะกั่วที่สะสมในตะกอนดินและแร่กระจายไปในน้ำ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมมากกว่าการปล่อยไว้ตามธรรมชาติ ประกอบกับปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานการปนเปื้อนตะกั่วในตะกอนท้องน้ำ จึงไม่อาจจะสรุปได้แน่ชัดว่าประมาณตะกั่วที่ตรวจพบนั้นถือเป็นมลพิษที่ร้ายแรง

สำหรับสถานการณ์การปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ปัจจุบัน พบว่ามีสารตะกั่วปนเปื้อนในน้ำลดลง แต่ยังคงสูงกว่าบริเวณเหนือโรงแต่งแร่ ตะกอนดินในลำห้วยบริเวณใต้โรงแต่งแร่มีสารตะกั่วปนเปื้อนสูงกว่าบริเวณเหนืองโรงแต่งแร่มาก และมีการเคลื่อนตัวของตะกอนปนเปื้อนลงสู่ท้ายน้ำมากขึ้น สำหรับตัวอย่างสัตว์น้ำ ส่วนใหญ่ยังเกินค่ามาตรฐานสำหรับการบริโภค

ปัญหาสุขภาพที่เรื้อรัง

ถึงแม้หน่วยงานทางด้านสาธารณสุขจะไม่ฟันธงว่าชาวบ้านคลิตี้ล่างป่วยด้วยโรคพิษตะกั่ว แต่ชาวบ้านก็มีสารตะกั่วปนเปื้อนในเลือดสูง และปรากฏสภาพอาการเจ็บป่วยคล้ายคลึงกัน เช่น มีอาการถ่ายท้อง ปวดท้อง ปวดหัว ปวดกระดูก เจ็บตามข้อ ชาตามร่างกาย บวมตามแขนขา มือเท้าไม่ค่อยมีแรง ผู้หญิงหลายคนแท้งลูก เด็กที่เกิดใหม่มีสุขภาพไม่แข็งแรง บางรายมีความผิดปกติทางด้านร่างกาย มีพัฒนาการทางสมองช้า และบางรายเสียชีวิต

ในส่วนของการแก้ไขปัญหาสุขภาพ ในปี 2542หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ กรมอนามัย ได้เข้าไปตรวจเลือดชาวบ้านคลิตี้ล่างเพื่อหาระดับสารตะกั่วในเลือด พบว่าชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีระดับสารตะกั่วในเลือดสูง โดยเด็กอายุ 0-6 ปีมีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 23.56 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร, เด็กอายุ 7-15 ปีมีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 28.30 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร, และผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป มีระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ย 26.31 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ขณะที่การสำรวจระดับตะกั่วในเลือดเฉลี่ยของคนไทยทั่วไปเมื่อปี 2538 – 2539 โดยกองอาชีวอนามัย พบว่ามีค่า 4.29 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

ต่อมาในปี 2543 กรมการแพทย์ได้จ่ายยาลดระดับสารตะกั่วแก่เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 20 คน แต่หลังจากนั้นได้ร่วมกับทีมงานจากกระทรวงสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี แถลงผลการตรวจร่างกายและประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดพิษตะกั่วของชาวบ้าน ระบุว่าไม่พบผู้มีอาการพิษตะกั่วในหมู่บ้าน และไม่มีการจ่ายยาให้กับชาวบ้านคนใดอีกเลย ขณะที่มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชวิถี โดยแพทย์ผู้รักษาได้วินิจฉัยว่าชาวบ้านป่วยด้วยโรคพิษตะกั่ว พร้อมกับจ่ายยาลดระดับสารตะกั่ว ปรากฏว่าชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวระบุว่ามีอาการดีขึ้น ทำให้ชาวบ้านส่วนที่เหลือเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขจ่ายยาลดระดับสารตะกั่ว  แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้เหตุผลว่า หากผู้ป่วยยังคงอยู่ในพื้นที่เสี่ยง การได้รับยาลดระดับสารตะกั่ว ก็อาจทำให้ได้รับอันตรายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเมื่อผู้ป่วยได้รับยาลดระดับสารตะกั่ว สารตะกั่วในเลือดก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ระดับตะกั่วในช่วงแรกลดลง หลังจากนั้นยาจะไปขับสารตะกั่วที่สะสมในกระดูกออกมาอยู่ในกระแสเลือด เพื่อขับออกนอกร่างกายต่อไป ดังนั้นหากผู้ป่วยกลับไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนและได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายเช่นเดิม ระดับตะกั่วในเลือดก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรง อันก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันชาวบ้านคลิตี้ล่างจึงยังต้องจำทนอยู่ในสภาพปัญหาความเจ็บป่วยเช่นเดิม

การเคลื่อนไหวเรียกร้อง

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เป็นมลพิษที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนกะเหรี่ยงคลิตี้ล่างเท่านั้น แต่ยังกระทบระบบชีวิตของพวกเขาอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะทุกวันนี้ป้ายเตือนจากกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามบริโภคสัตว์น้ำและงดดื่มน้ำจากลำห้วยยังคงติดอยู่ตามจุดต่างๆ ของหมู่บ้าน ถึงแม้หมู่บ้านจะมีน้ำอุปโภคบริโภคหลักจากประปาภูเขา แต่บางคราวในหน้าแล้ง ปริมาณก็ไม่เพียงพอ อีกทั้งลำห้วยคลิตี้ซึ่งไหลผ่านตลอดชุมชนยังเป็นแหล่งน้ำเพียงแหล่งเดียวในยามที่ชาวบ้านต้องเดินทางไปไร่ หรือในขณะปลูกพริก ปลูกผัก ปลูกข้าวอยู่ที่ไร่ ซึ่งมักไกลห่างจากบ้านพัก บางครั้งจึงจำเป็นต้องใช้น้ำจากลำห้วยปรุงอาหาร นอกจากนี้ น้ำในลำห้วยคลิตี้ยังถูกนำไปใช้ในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ดังนั้นแม้คนคลิตี้ล่างจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ดื่มน้ำจากลำห้วยโดยตรง แต่ก็ไม่อาจหลุดรอดอันตรายโดยอ้อมนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น กุ้ง หอย ปู ปลาหลากชนิด ที่เคยเป็นแหล่งอาหารหลัก เมื่อมีการติดประกาศห้ามบริโภคสัตว์น้ำในลำห้วยตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข วิถีชีวิตของชุมชนที่ไม่เคยต้องเสียเงินซื้อหาสิ่งเหล่านี้มาบริโภค ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นภาระในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น

หากนับจากวันที่ปัญหานี้กลายเป็นข่าว ถือเป็นเวลายาวนานมากกว่า 10 ปีแล้ว ผลเสียหายและความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นยังคงไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นชาวบ้านจึงรวมตัวกันฟ้องร้องผู้ก่อมลพิษในทางแพ่ง และกรมควบคุมมลพิษในทางปกครอง โดยปัจจุบันคดีต่างๆ มีความคืบหน้าดังนี้

คดีแพ่ง

คดีแรก ระหว่างนายกำธร ศรีสุวรรณมาลา โจทก์ที่ 1 และพวก รวม 8 คน ฟ้องบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 1 กับพวก รวม 2 คน ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 29,551,000 บาท ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

คดีที่สอง เป็นคดีที่มีการฟ้องเพิ่มเติมระหว่างนายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ โจทก์ที่ 1 และพวก รวม 151 คน ฟ้องบริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 1 กับพวก รวม 7 คน ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 36,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับจากวันฟ้อง ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

คดีปกครอง

นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 22 คน ฟ้องกรมควบคุมมลพิษ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาว่า กรมควบคุมมลพิษไม่ได้ดำเนินการจัดทำแผนหรือกำหนดมาตรการพื่อป้องกันหรือแก้ไขอันตรายจากมลพิษไว้ล่วงหน้า และไม่ทำการควบคุมตรวจสอบการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามเวลาอันสมควรจนทำให้ชุมชนได้รับผลกระทบ ซึ่งศาลกำหนดให้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวบ้าน 22 ราย รวม 3.89 ล้านบาท และให้กรมควบคุมมลพิษกำหนดแผนงานวิธีการและดำเนินการฟื้นฟู ตรวจวิเคราะห์คุณภาพสิ่งแวดล้อมในทุกฤดูกาลจนกว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานอย่างน้อย 1 ปี 

(ปรับปรุงต้นฉบับ 14 ม.ค. 2556)