เขื่อนปากมูล ภาพสะท้อนความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของเขื่อน

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.

เรื่อง เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์

“เขื่อนปากมูล” เป็นโครงการที่มีการต่อต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้งก่อนและหลังการสร้างเขื่อนแล้วเสร็จ อีกทั้งก่อให้เกิดคำถามจำนวนมากต่อการดำเนินโครงการ ประเด็นที่มีการถกเถียงมาตลอดระยะเวลาดังกล่าว คือผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ วิถีชีวิตของชาวบ้าน และทางเลือกในการใช้พลังงานสำหรับการพัฒนาประเทศ ซึ่งทั้งหมดนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของโครงการเขื่อนปากมูล อันนำไปสู่ข้อเสนอและข้อเรียกร้องให้มีการเปิดเขื่อนอย่างถาวร เพื่อมิให้มีการปิดกั้นลำน้ำมูลอีกต่อไป

ความเป็นมาและการต่อสู้เรียกร้อง

เขื่อนปากมูลเป็นเขื่อนเอนกประสงค์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า มีกำลังการผลิตติดตั้ง 136 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ห่างจากปากแม่น้ำมูลที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง 5.5 กิโลเมตรภายใต้ความรับผิดชอบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

เขื่อนแห่งนี้สร้างขึ้นโดยการสนับสนุนการศึกษาจากรัฐบาลฝรั่งเศส และใช้เงินกู้จากธนาคารโลก แต่เดิมโครงการอยู่ในความรับผิดชอบของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (พพ.) โดยกำหนดที่จะสร้างบริเวณแก่งตะนะ แต่เมื่อ กฟผ. มีการศึกษาเพิ่มเติมในปี 2525 จึงย้ายมาก่อสร้างที่บริเวณบ้านหัวเห่ว ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขื่อนในปัจจุบัน

โครงการเขื่อนปากมูลได้รับการอนุมัติเมื่อปี 2532 ในสมัยของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ การก่อสร้างเขื่อนเริ่มต้นในปี 2534 และเสร็จสิ้นในปี 2537 โดยในระหว่างการก่อสร้างมีการชุมนุมประท้วงจากชาวบ้านในพื้นที่เพื่อคัดค้านโครงการและเรียกร้องให้หยุดระเบิดแก่ง เพราะถือเป็นการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญของลำน้ำมูล แต่ไม่เป็นผล จนภายหลังชาวบ้านต้องเปลี่ยนประเด็นมาเป็นการเรียกร้องค่าชดเชยแทน โดยในขั้นต้นก็ถูกละเลย แต่ในที่สุด กฟผ. ก็ยินยอมจ่ายค่าชดเชยใน 2 กรณี คือค่าชดเชยการสูญเสียทรัพย์สินจากการถูกน้ำท่วม และค่าชดเชยการสูญเสียอาชีพประมงตลอดระยะเวลา 3 ปีระหว่างการก่อสร้างเขื่อน เป็นเงินครอบครัวละ 90,000 บาท จำนวน 3,195 ครอบครัว

แต่เมื่อเขื่อนสร้างแล้วเสร็จ ปรากฏว่าชาวบ้านยังคงได้รับความเดือดร้อนจากการสูญเสียอาชีพประมง เนื่องจากปลาในลำน้ำมูลลดลงเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาอันรวดเร็ว การเรียกร้องในเวลาต่อมา จึงเป็นการเรียกร้องให้มีการชดเชยการสูญเสียอาชีพอย่างถาวร ซึ่งรัฐบาลสมัย พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ตอบสนองด้วยการมีมติ ครม. 29 เม.ย. 2540 ให้ชดเชยที่ดินครอบครัวละ 15 ไร่ภายหลังเมื่อไม่สามารถจัดหาที่ดินให้ได้ รัฐบาลจึงมีมติให้จ่ายชดเชยเป็นเงินแทนไร่ละ 35,000 บาท ทว่าในขณะที่รอการจ่ายค่าชดเชยอยู่นั้น รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ได้ลาออก และต่อมารัฐบาลชวน หลีกภัย มีมติ ครม. 21 เม.ย. 2541 ไม่จ่ายค่าชดเชยให้กับเขื่อนที่สร้างแล้ว การต่อสู้เรียกร้องจึงยืดเยื้อต่อมาในนามของสมัชชาคนจน โดยยกระดับประเด็นการเรียกร้องจากเรื่องค่าชดเชยมาสู่ประเด็นการแก้ไขผลกระทบด้านความเสียหายต่อระบบนิเวศในลำน้ำและการฟื้นฟูวิถีชีวิตชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรียกร้องให้ยุติการใช้เขื่อนปากมูลด้วยการเปิดประตูระบายน้ำทั้งหมด เพื่อให้ปลาจากแม่น้ำโขงสามารถขึ้นมาวางไข่เหนือเขื่อนและคืนสภาพความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติให้กลับคืนมา

ทั้งนี้ ปฏิกิริยาโต้ตอบการปักหลักชุมนุมของชาวบ้านที่บริเวณสันเขื่อนปากมูลและบริเวณทำเนียบรัฐบาลจากซีกที่ไม่เห็นด้วย มีทั้งการกลั่นแกล้ง ป้ายสี จับกุม ปราบปราม และการจัดม็อบชนม็อบ ดังนั้นหลายฝ่ายที่มีความห่วงใยจึงพากันออกมาเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมกับเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการกลางอิสระขึ้นมาเพื่อหาทางออก

2 มิ.ย. 2543 บัญญัติ บรรทัดฐาน รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. มหาดไทย ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน 16 กรณี มีหน้าที่สรุปสาเหตุความเป็นมาของปัญหาและเสนอแนวทางออกต่อรัฐบาล ในกรณีของเขื่อนปากมูล คณะกรรมการกลางฯ มีมติเสนอรัฐบาลสั่งการให้ กฟผ. เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนเป็นเวลา 4 เดือนของทุกปีในช่วงฤดูที่ปลาวางไข่ ตั้งแต่เดือน พ.ค. – ส.ค. พร้อมทั้งตั้งคณะทำงานกลางเพื่อศึกษาผลกระทบทั้งทางด้านบวกและด้านลบ อย่างไรก็ดี กฟผ. ไม่ตอบรับแนวทางดังกล่าว โดยยืนยันว่าจะก่อให้เกิดผลเสียโดยในช่วง 4 เดือนที่เปิดประตูระบายน้ำ จะทำให้ประเทศสูญเปล่าจากการงดผลิตกระแสไฟฟ้าถึง 212 ล้านบาท

ในปีถัดมาเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ชินวัตร ได้มีมติ ครม. 17 เม.ย. 2544 ให้เปิดประตูเขื่อนปากมูลเป็นระยะเวลา 4 เดือน ต่อมาได้ขยายระยะเวลาการเปิดเขื่อนเป็น 1 ปี และให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีศึกษาผลที่เกิดจากการเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล

แม้ว่ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะเสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการเปิดเขื่อนตลอดปี แต่รัฐบาลทักษิณก็ได้มีมติ ครม. 1ต.ค. 2545 ให้เปิดเขื่อนทุกปีเป็นระยะ 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งมติดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับจากชาวบ้านที่คัดค้าน เพราะเห็นว่าไม่สามารถฟื้นฟูวิถีชีวิตและระบบนิเวศคืนมาได้อย่างแท้จริง และตอบโต้ด้วยการชุมนุมที่ข้างทำเนียบอีกคำรบหนึ่ง แต่ก็ถูกกดดันและสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2546

ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัชชาคนจนได้เรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อให้พิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอีกครั้ง รัฐบาลจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2552 ผลจากการรับฟังเสียงจากชาวบ้านและศึกษาปัญหา คณะกรรมการดังกล่าวได้มีมติเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2553 ให้เปิดเขื่อนอย่างถาวร รวมทั้งจ่ายค่าชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายให้กับชาวบ้าน แต่รัฐบาลไม่ได้นำพาต่อมติดังกล่าว แม้จะมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายก เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลก็ตาม

16 ก.พ. 2554 สมัชชาคนจน (กลุ่มเขื่อนปากมูล) เดินทางมาชุมนุมที่ลานพระบรมทรงม้า กรุงเทพฯ ร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวประเด็นปัญหาอื่นๆ รวม 28 กรณีปัญหา ภายใต้ชื่อขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P Move) เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา

 

ผลกระทบต่อระบบนิเวศ

การสร้างเขื่อนปิดกั้นที่ปากแม่น้ำมูล ทำให้ชนิดของปลาในแม่น้ำลดลงเป็นจำนวนมาก มีปลาจำนวนถึง 169 ชนิดที่ไม่มีรายงานการจับได้อีกเลยนับตั้งแต่มีการก่อสร้างเขื่อน แม้ว่า กฟผ. จะสร้างบันไดปลาโจนเพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เพราะมีปลาบางชนิดที่เป็นปลาขนาดเล็กและเป็นปลาผิวน้ำเท่านั้นที่มีโอกาสผ่านทางบันไดปลาโจนได้ มิใช่ปลาขนาดใหญ่ที่มีคุณค่าทางอาหารและเศรษฐกิจ

นอกจากนั้น การศึกษาของคณะกรรมการเขื่อนโลก (WCD) เมื่อปี 2543 พบว่าการสร้างเขื่อนปากมูลส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงความมั่นคงทางด้านอาหารและสุขภาพ เนื่องจากการสูญเสียพื้นที่ริมน้ำที่ประกอบด้วยพืชผัก ป่าธรรมชาติ และป่าชุมชน การศึกษาพบว่ามีการสูญเสียพืชกินได้อย่างน้อย 40 ชนิด ไม้ไผ่ 10 ชนิด และ 45 ชนิดที่เป็นทั้งอาหารและแหล่งรายได้ รวมถึงสมุนไพรอีกมากกว่า 100 ชนิด

ขณะที่การสร้างเขื่อนทำให้น้ำในแม่น้ำมูลอยู่ในสภาพเต็มตลิ่งตลอดปี มีผลให้แก่งหินธรรมชาติจมใต้น้ำ ส่งผลให้การเข้าถึงทรัพยากรประมงของชาวบ้านเกือบทุกกลุ่มมีปัญหา เพราะไม่อาจปรับความรู้และเครื่องมือการทำประมงในระบบน้ำเต็มตลิ่งได้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดการแพร่กระจายของต้นไมยราพยักษ์ตามริมฝั่งแม่น้ำ โดยเฉพาะในระยะ 10 กิโลเมตรเหนือเขื่อน ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่สามารถใช้พื้นที่ริมมูลได้แล้ว ชาวบ้านยังประสบกับปัญหาการลงแม่น้ำเพื่อหาปลา สัตว์เลี้ยงจำพวกวัว ควาย ไม่สามารถใช้แม่น้ำและลำห้วยได้สะดวกเหมือนเคย

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

กิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ทางสังคม สามารถกล่าวได้อย่างหนักแน่นว่า การประมงเป็นพื้นฐานและแกนหลักชีวิตของชาวบ้านในลุ่มน้ำมูล ยิ่งเมื่อสืบสาวถึงประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ก็พบว่าในพื้นที่ที่มีที่นาจำกัด มักจะเป็นชุมชนคนหาปลา บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งชุมชนไม่ได้มุ่งเน้นบุกเบิกที่นาเพื่อทำนาเป็นหลัก แต่เป็นชุมชนชาวประมงน้ำจืดที่มีพื้นฐานชีวิตพึ่งพิงทรัพยากรปลา

ด้วยเหตุนี้ การสร้างเขื่อนปิดขวางลำน้ำซึ่งทำให้ปลาลดจำนวนลง จึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจชุมชน

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พบว่า รายได้รวมของชาวบ้านต่อปีหลังการสร้างเขื่อนลดลงจาก 62,665.04 บาทในปี 2537 เหลือ 46,089.46 บาทในปี 2542 และเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการทดลองเปิดประตูน้ำเป็น 64,652.54 บาทในปี 2544 ขณะเดียวกันก็มีการประเมินกันว่า การสร้างเขื่อนปากมูลทำให้เกิดการสูญเสียรายได้จากการทำประมง คำนวณได้ปีละ 140 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงไม่ใช่เพียงเรื่องของรายได้เท่านั้น แต่รวมถึงการล่มสลายของวิถีชีวิต ครอบครัว และชุมชนที่ต้องพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำมูล เนื่องจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพบว่า ภาวะความยากจนก่อนการสร้างเขื่อนในปี 2533 คิดเป็นร้อยละ 32.70 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 62.51 หลังการสร้างเขื่อนในปี 2543 และพบด้วยว่ามีครัวเรือนที่ออกไปหางานทำนอกพื้นที่ก่อนการสร้างเขื่อนเพียงร้อยละ 14.2 แต่ภายหลังการสร้างเขื่อนก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 63.3 ปรากฏการณ์ที่ตามมาคือในชุมชนมีแต่เด็กและคนชรา ซึ่งกลายมาเป็นผู้รับภาระเลี้ยงลูกหลานของเด็กหนุ่มสาวที่อพยพออกไปหางานทำนอกพื้นที่

 

ทางออกด้านพลังงาน

การศึกษาของคณะกรรมการเขื่อนโลกเมื่อปี 2543 สรุปว่า โครงการเขื่อนปากมูลมีผลตอบแทนการลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ในระดับร้อยละ 7.88 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ผลตอบแทนการลงทุนของประเทศไทยที่ใช้อยู่ในเวลานั้น

ขณะที่ข้อมูลจาก กฟผ. ในช่วงปี 2547 – 2552 มูลค่าเฉลี่ยของพลังงานไฟฟ้าที่เขื่อนผลิตได้คือ 324 ล้านบาทต่อปี สูงกว่าต้นทุนค่าใช้จ่ายรายปีเฉลี่ยเพียง 99 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังต่ำกว่ารายได้จากการสูญเสียอาชีพประมงของชาวบ้านที่มีมูลค่า 140 ล้านบาทต่อปี และแน่นอนว่ายังไม่นับรวมผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้านอื่นๆ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ในทางตรงข้าม จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และจากการวิเคราะห์ระบบไฟฟ้าของคณะอนุกรรมการศึกษาข้อมูลงานวิจัยและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล พบว่าในกรณีที่โรงไฟฟ้าเขื่อนปากมูลถูกตัดออกจากระบบเพียงโรงเดียว ระบบการส่งจ่ายไฟฟ้าในปัจจุบันจะยังมีความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของระบบได้ดี พร้อมกันนั้นได้เสนอว่า กฟผ. ควรเร่งพิจารณาดำเนินการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าเพื่อให้สามารถรองรับการส่งกระแสไฟฟ้าที่มาจากเขื่อนน้ำเทิน 2 ให้ดียิ่งขึ้น และเจรจาปรับแก้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากประเทศลาว เพื่อให้การกำหนดราคาในแต่ละช่วงเวลาเหมาะสมกับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคอีสานและของประเทศไทย

 

เรียบเรียงข้อมูลจาก

รายงานผลการดำเนินการศึกษาข้อมูลงานวิจัยและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล โดยคณะอนุกรรมการศึกษาข้อมูลงานวิจัยและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล, 24 กันยายน 2553

สถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย 2542 – 2543, 2544 – 2545, 2548 โดยมูลนิธิโลกสีเขียว

ภาพประกอบ จากเว็บไซต์ไทยเอ็นจีโอ