ความตายของสืบ นาคะเสถียร และสิ่งที่เหลืออยู่

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.

เรื่อง เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์

ตำนานนักอนุรักษ์คนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทยนาม “สืบ นาคะเสถียร” เริ่มต้นขึ้นทันทีที่เสียงปืนนัดหนึ่งดังก้องในราวป่าตอนเช้ามืดของวันที่ 1 กันยายน 2533 เสียงปืนนัดนี้มีความหมายแตกต่างจากเสียงปืนล่าสัตว์นัดอื่นๆ ที่ดังปึงปังอยู่แทบทุกคืนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ณ ตอนนั้น เนื่องจากเป็นเสียงที่ดังมาจากปืนกระบอกที่ผู้ลั่นไกใช้ปลิดชีพตัวเอง เพื่อพิทักษ์ป่าและปกป้องชีวิตสัตว์

...และดูเหมือนว่าเป็นกระสุนนัดเดียวที่วิ่งสวนทางห่ากระสุนปืนนัดอื่นๆ

กล่าวกันว่า ภายหลังความตาย คนเราไม่สามารถนำทรัพย์สิน เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญติดตัวไปได้ ขณะเดียวกันสิ่งที่จะคงเหลืออยู่ก็มีเพียงคุณงามความดีที่เขาผู้นั้นรังสรรค์ไว้ให้กับสังคม ซึ่งในขณะนั้นความตายของสืบได้ส่งผลสะเทือนต่อวงการอนุรักษ์อย่างใหญ่หลวง และเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครหลายคนหันมาห่วงใยสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ

สืบ นาคะเสถียร มีนามเดิมว่า สืบยศ นาคะเสถียร เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2482 เป็นคนเมืองปราจีนบุรี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สืบในช่วงวัยรุ่นเป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจเรียน ภายหลังจบการศึกษาในปี 2516 ได้เข้าทำงานที่การเคหะแห่งชาติ มีหน้าที่ปลูกต้นไม้ตามหมู่บ้านจัดสรร แต่ทำงานอยู่ได้ไม่นาน ก็ลาออกมาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านวนวัฒน์วิทยา ในระหว่างนั้นสืบสามารถสอบบรรจุเข้าเป็นเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้ โดยทำคะแนนได้ดีเยี่ยมเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งในขณะนั้นคนที่ทำคะแนนได้ดีจะมีสิทธิ์เลือกบรรจุอยู่กองไหนก็ได้ และโดยมากก็มักเลือกเป็นป่าไม้ เพื่อมีโอกาสก้าวหน้าไปเป็นป่าไม้จังหวัดหรือป่าไม้เขตในอนาคต แต่ในกรณีของสืบนั้น เขากลับเลือกกองอนุรักษ์สัตว์ป่า และในเวลาต่อมาก็ได้รับมอบหมายให้ไปประจำที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว – เขาชมภู่ จังหวัดชลบุรี

ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว – เขาชมภู่ เป็นสถานที่ที่สืบได้เริ่มต้นอาชีพข้าราชการกรมป่าไม้อย่างเต็มตัว เล่ากันว่าเขาทุ่มเทให้กับงานด้านปราบปราม โดยลุยจับผู้ต้องหาทำลายป่าหรือพรานที่มาล่าสัตว์ในเวลากลางคืนได้นับร้อยราย สืบทำงานที่เขาเขียวได้พักหนึ่งก็สอบชิงทุนบริติชเคาน์ซิลไปเรียนต่อปริญญาโทด้านอนุรักษ์วิทยาได้ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นกลับมาประจำเป็นหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ แต่ประจำได้ไม่นานก็ขอย้ายตัวเองกลับมาทำงานวิชาการในกองอนุรักษ์สัตว์ป่า ด้วยเหตุผลที่ว่าเสียดายความรู้ที่ร่ำเรียนมา และรู้สึกว่างานวิจัยเป็นเนื้องานที่ตัวเองสนใจมากที่สุด

ผลงานชิ้นสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้สืบจนเป็นที่รู้จักของสาธารณชนในวงกว้าง คือการเป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าที่กำลังจะถูกน้ำท่วม อันเป็นผลมาจากการก่อสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แม้ภายหลังสิ้นสุดโครงการ จะสามารถช่วยชีวิตสัตว์ป่าได้ทั้งสิ้น 1,364 ตัว แต่ก็เทียบไม่ได้กับสัตว์อีกเป็นจำนวนมากที่จมน้ำตาย หรือติดอยู่ตามเกาะจนอดอาหารตาย และสัตว์อีกจำนวนหนึ่งที่ต้องตายระหว่างการรักษาพยาบาล

ต่อมา เมื่อรัฐบาลมีนโยบายก่อสร้างโครงการเขื่อนน้ำโจนขึ้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งจะทำให้ผืนป่ากว่า 140,000 ไร่ ต้องจมหายกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ จากการชักชวนของวีรวัธน์ ธีระประสาธน์ เพื่อนร่วมรุ่น วน. 35 และเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในสมัยนั้น สืบจึงกลายเป็นหัวหอกคนสำคัญในการคัดค้านเขื่อนน้ำโจน ด้วยการนำประสบการณ์ความสูญเสียชีวิตสัตว์ป่าจำนวนมากมาใช้รณรงค์ จนประสบผลชนะในที่สุด

นับแต่นั้นมา สืบได้พัฒนาความคิดจากการเป็นนักวิชาการอย่างเดียว มาเป็นนักอนุรักษ์ที่ใช้องค์ความรู้ทางด้านวิชาการเป็นพื้นฐาน รวมทั้งเป็นนักบรรยายที่สามารถโน้มน้าวใจผู้ฟังได้อย่างดี ด้วยวลีเด็ดที่กลั่นออกมาจากหัวใจที่ว่า “ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่า”

ขณะเดียวกัน ภายหลังเมื่อรัฐบาลมีมติระงับการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจน บรรดากลุ่มนักอนุรักษ์ก็ได้วิเคราะห์กันว่า น่าจะมีมาตรการระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้มีการผลักดันโครงการเขื่อนน้ำโจนในอนาคตอีก ประกอบกับในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก ซึ่งสืบถือเป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการเขียนรายงานทางวิชาการเพื่อนำเสนอต่อยูเนสโกให้พิจารณาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

ปลายปี 2532 สืบได้รับทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาเอก ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ขณะเดียวกันก็ได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งสุดท้ายสืบเลือกที่จะละทิ้งความก้าวหน้าทางวิชาการ และเดินทางสู่ผืนป่าห้วยขาแข้งด้วยใจมุ่งมั่นที่จะรักษาป่าและสัตว์ป่ายิ่งชีพ

การทำงานในตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเต็มไปด้วยความยากลำบาก เสี่ยงตาย เนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับปัญหาการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ โดยมีผู้มีอิทธิพลและเหล่าบรรดาทหารและตำรวจอยู่เบื้องหลัง ส่วนงบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็มีจำกัดจำเขี่ย ขณะที่หน่วยงานส่วนกลางไม่สนใจปัญหา

ไม่ทันครบขวบปี เช้ามืดของวันที่ 1 กันยายน 2533 สืบได้เหนี่ยวไกลั่นกระสุนปลิดชีพตนเอง เพียงหมายให้โลกรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ป่าห้วยขาแข้ง และเพื่อปกป้องชีวิตอีกนับไม่ถ้วนที่ยังอยู่

 

ภาพจาก sarakadee.com