เขื่อนแก่งเสือเต้น คาถาสารพัดนึกกับป่าสักทองผืนสุดท้าย

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.

เรื่อง เสมอชน ธนพัธ

ไม่ว่าปีไหนจะน้ำท่วมมากหรือแล้งเยอะ

ชื่อ “เขื่อนแก่งเสือเต้น” มักเป็นคาถาสารพัดนึกที่นักการเมืองทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นเอ่ยถึงเพื่อแก้ไขปัญหา

โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นเริ่มต้นเมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้ศึกษาความเหมาะสมโครงการผันน้ำกก-อิง-ยม-น่าน ในปี 2523 โดยมีเป้าหมายผันน้ำจากแม่น้ำโขง แม่น้ำอิง แม่น้ำกก และแม่น้ำน่าน มาเก็บกักไว้ในแม่น้ำยม โดยมีเขื่อนแก่งเสือเต้นเป็นศูนย์กลางคอยกักเก็บน้ำในแม่น้ำยม เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และนำไปใช้ในพื้นที่บริเวณลุ่มเจ้าพระยาในฤดูแล้ง รวมถึงจะมีการผันน้ำจากแม่น้ำน่านบางส่วนผ่านอุโมงค์มาสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ที่กั้นแม่น้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ อย่างไรก็ดี การศึกษาของ กฟผ. พบว่า ผลตอบแทนด้านการผลิตไฟฟ้าเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับผลตอบแทนด้านการเกษตร ในปี 2528 กฟผ. จึงได้ถ่ายโอนการดูแลให้กับกรมชลประทานเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

เขื่อนแก่งเสือเต้นเป็นเขื่อนขนาดใหญ่มูลค่า 11,000 ล้านบาท (ราคาประเมินเมื่อปี 2549) โดยมีขนาดกักเก็บน้ำ 1,175 ล้านลูกบาศก์เมตร สถานที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำยม อำเภอสอง จังหวัดแพร่ มีพื้นที่ชลประทาน 305,000 ไร่ แต่หากมีการสร้างเขื่อน ก็จะนำไปสู่การทำลายป่าสักทองธรรมชาติผืนสุดท้ายของประเทศไทยกว่า 24,000 ไร่ และป่าเบญจพรรณอีกกว่า 36,000 ไร่ รวมเป็นพื้นที่ป่าที่จะสูญเสียไปกว่า 60,000 ไร่

ต่อมาในปี 2532 คณะรัฐมนตรีสัญจรที่เชียงใหม่ ได้อนุมัติให้ศึกษาโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นเพื่อพัฒนาระบบชลประทานให้แก่ประชาชนในจังหวัดแพร่และสุโขทัย โดยกรมชลประทานได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ศึกษาและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

การผลักดันโครงการของหน่วยงานรัฐดำเนินไปท่ามกลางกระแสคัดค้านจากชาวบ้านที่จะได้รับความเดือดร้อนและจากองค์กรพัฒนาเอกชน ถึงกับเคยจะมีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในเดือนกันยายน 2538 เพื่อขออนุมัติ ทั้งที่รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ

กระทั่งกุมภาพันธ์ 2539 คณะรัฐมนตรีสัญจรที่เชียงใหม่ ก็นำเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้นเข้าสู่ที่ประชุมอีกครั้ง คราวนี้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนักจนรัฐบาลต้องมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2539 ให้ชะลอโครงการเพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ก่อนจะตัดสินใจว่าจะเดินหน้าหรือยกเลิก

ในระหว่างนี้ทั้งสองฝ่ายต่างหยิบยกข้อดีข้อเสียมาโต้แย้งกัน โดยฝ่ายสนับสนุนมักชูประเด็นเรื่องประโยชน์ด้านชลประทานและการป้องกันน้ำท่วมที่จะเกิดกับประชาชนท้ายเขื่อน โดยเฉพาะจังหวัดแพร่ สุโขทัย และพิจิตร ขณะที่ฝ่ายคัดค้านอ้างถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ความไม่คุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์ และสิทธิชุมชนของชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบโดยกล่าวถึงงานวิจัยหลายชิ้นที่ทยอยออกสู่สาธารณะ อาทิ

รายงานการสำรวจผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ทางธนาคารโลกได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยมหิดลศึกษา พบว่า พันธุ์ไม้ที่สำรวจพบในบริเวณที่จะถูกน้ำท่วมมีถึง 430 ชนิด มีสัตว์ป่าหายากชนิดต่างๆ หลงเหลืออยู่หลายชนิดที่จะได้รับผลกระทบ รวมถึงพันธุ์ปลา 68 ชนิด และนกที่มีอยู่ถึง 96 ชนิด โดยเฉพาะนกยูงทองที่พบได้เฉพาะที่นี่เพียงแห่งเดียว

ด้านกรมป่าไม้ระบุว่า หากมีการสร้างเขื่อน ต้นไม้ใหญ่จะถูกทำลายกว่า 2 ล้านตัน แต่ถ้ารวมต้นเล็กๆ ด้วย ก็จะมีมากถึง 60 ล้านตัน คิดเป็นปริมาตรถึงกว่า 4 แสนลูกบาศก์เมตร ทว่าในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของกรมชลประทานระบุไว้เพียง 1.1 แสนลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

งานวิจัยของสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เรื่อง “การประเมินค่าทางเศรษฐศาตร์ของป่าไม้: กรณีศึกษามูลค่าที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ของป่าไม้สักในอุทยานแห่งชาติแม่ยมจากการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น” ซึ่งเป็นการประเมินมูลค่าในช่วงอีก 50 ปีข้างหน้า (เทียบเท่ากับอายุของเขื่อน) พบว่า เราอาจสูญเสียประโยชน์ที่ได้จากป่าสักทอง (ได้แก่ ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และมูลค่าในแง่จิตใจของคนไทยรุ่นนี้และรุ่นต่อไป) เป็นมูลค่าสูงถึง 6,390 ล้านบาท ในขณะที่ธนาคารโลกประเมินผลตอบแทนที่ได้รับจากการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นไว้ที่ 1,800 ล้านบาท

ในด้านประเด็นเรื่องการป้องกันน้ำท่วม องค์การอาหารและการเกษตรศึกษาพบว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้เพียง 8 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกรมชลประทานได้เคยระบุไว้ว่าสามารถเยียวยาปัญหาน้ำท่วมได้ 9.6 เปอร์เซ็นต์

สำหรับทางออกของปัญหาหากไม่สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น หลายฝ่ายทั้งนักวิชาการและองค์กรภาคประชาชนเสนอว่า ให้ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กในลำน้ำสาขาที่มีถึง 77 สาขาแทนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ สร้างแหล่งกักเก็บน้ำในแต่ละตำบล รวมถึงการขุดลอกตะกอนลำน้ำและการเจาะถนนไม่ให้กีดขวางทางน้ำ เป็นต้น

..........

ทุกวันนี้เวลาน้ำท่วมมากหรือแล้งเยอะ นักการเมืองทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นก็ยังคงร่ายคาถา “เขื่อนแก่งเสือเต้น” ทั้งที่ประสบการณ์การพัฒนาเขื่อนกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ลุ่มน้ำต่างๆ ที่มีเขื่อนขนาดใหญ่ก็ยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ซ้ำร้ายทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ที่มาข้อมูล “22ปีแก่งเสือเต้นกับคำถามเดิม: จะเอาเขื่อนหรือเอาป่า?” โดย เกษร สิทธิหนิ้ว ในนิตยสารคดี ฉบับที่ 207 เดือนพฤษภาคม 2545, บทความเรื่อง “ผลงานวิจัยเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้น (ที่นักการเมืองไม่อยากรู้) โดย ประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี

ที่มาภาพ บทความเรื่อง “ผลงานวิจัยเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้น (ที่นักการเมืองไม่อยากรู้) โดย ประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี