โศกนาฏกรรมจากสารเคมีระเบิดที่ท่าเรือคลองเตย

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.

เรื่อง  พันธกานต์ ตงฉิน

2 มีนาคม 2534 บ่ายวันเสาร์ที่ควรจะเป็นวันพักผ่อน กลับกลายเป็นวันแห่งความอลหม่านของผู้คนในย่านคลองเตย เปลวเพลิงระบายสีแดงไปทั่วท้องฟ้า กัมปนาทของระเบิดได้ยินไกลเป็นรัศมี 5 กิโลเมตร หลายชีวิตวิ่งหนีควันไฟและความตายทั้งที่ไม่รู้ต้นตอ คล้ายมดที่วิ่งชนกันอย่างสับสนบนจานขนมที่ถูกใครสักคนเคาะลงกับพื้นโต๊ะ

ที่มาของเหตุการณ์ดังกล่าวคือการปะทุของสารเคมีในคลังเก็บสินค้าอันตรายหมายเลย 3 ของท่าเรือคลองเตย โดยพนักงานที่อยู่ประจำโกดังซึ่งเก็บสารเคมีหลากชนิดไว้รวมกันให้การว่า ต้นเพลิงเริ่มมาจากฟอสฟอรัสประมาณพันถุง ซึ่งวางซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ และในชั่วพริบตามันก็ลามไปถึงจุดเก็บถังแก๊สอันเป็นที่มาของเสียงระเบิด ก่อนที่เปลวไฟจะเคลื่อนตัวเข้าหาโกดังอื่นโดยรอบ รวมถึงชุมชนเกาะลาวบริเวณใกล้เคียงซึ่งมีผู้อยู่อาศัยกว่าร้อยหลังคาเรือน ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 วันกว่าที่สารเคมีจะเผาไหม้หมด และอีกหลายวันกว่าที่กลิ่นของสารที่ไหม้ไฟจะจางหาย

แรงระเบิดและเปลวไฟทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 คน ทั้งบาดเจ็บอีกนับร้อย สารเคมีอันตรายหลากชนิดแฝงตัวเข้าไปในร่างกายของประชาชนในบริเวณโดยรอบ ชุมชนเกาะลาววอดวายจนสิ้นชื่อ ผู้คนกว่า 5,000 ชีวิตกลายเป็นคนไร้บ้าน

พวกเขาหลายคนอาจรอดตายจากเหตุการณ์ แต่สารพิษตกค้างก็ทำให้ต้องล้มป่วยลงในเวลาต่อมา ทั้งมีอีกเป็นจำนวนมากที่เสียชีวิตเพิ่มเติม โดยที่แพทย์ไม่อาจรับรองหรือวินิจฉัยได้โดยตรงถึงที่มาของอาการเหล่านั้น เพราะการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่สามารถระบุข้อมูลชนิดของสารเคมีในโกดังโดยละเอียดได้ ปัญหาที่ตามมาก็คือ เงินชดเชยที่ชาวบ้านควรจะได้จากการท่าเรือฯ กลับติดในเงื่อนไขและข้ออ้างว่า ความป่วยไข้ดังกล่าวอาจเป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสารที่ถูกเผาไหม้ ทั้งยังมีการรายงานผ่านสื่อถึงภาพรวมว่า สุขภาพของชาวคลองเตยไร้ปัญหา “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

แม้จะไม่สามารถระบุได้ว่าสารเคมีจำนวนมากในโกดังเป็นชนิดใด นำเข้ามาจากไหน คนรับเป็นใคร หรือกระทั่งมีเจ้าของหรือไม่ ที่สุดแล้วกากของมันก็ถูกขนไปกับขบวนรถบรรทุกมุ่งหน้าสู่กาญจนบุรี โดยผู้เกี่ยวข้องชี้แจงว่าจะนำไปฝังในเขตทหาร ด้วยวิธีสร้างกำแพงคอนกรีตล้อมรอบสี่ด้านและปิดทับด้านบนอีกชั้น เพื่อป้องกันสารเคมีรั่วไหล สร้างความมั่นใจว่าจะไม่เป็นอันตรายกับชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม ชาวกาญจนบุรีต่างไม่เชื่อในน้ำคำของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศในขณะนั้น จึงดำเนินการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบสารพิษโดยรอบหลุมฝัง ซึ่งก็พบว่าเกินค่ามาตรฐาน จนนำมาซึ่งการขุดซากเคมีเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ เพื่อฝังกลบด้วยวิธีที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งหวังว่าจะมีปริมาณการรั่วไหลของสารเคมีต่ำในอัตราที่ยอมรับได้

ในขณะที่ผู้คนในย่านคลองเตยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ต้องรวมตัวกันเรียกร้องเป็นเวลายาวนานถึงสิบกว่าปี กระทั่งมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีปัญหาผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม กรณีสารเคมีคลองเตย ขึ้นมาเมื่อปี 2545 เพื่อทำงานประสานกันระหว่างภาครัฐกับชุมชนในการชดเชยความเสียหาย โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ค่าชดเชยที่จ่ายให้แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง จำนวน 140 คน คนละ 10,000 บาทต่อปี เป็นเวลา 10 ปี, กองทุนฟื้นฟูอาชีพและสวัสดิการแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และการจัดสร้างศูนย์อาชีวะเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมคลองเตย เพื่อติดตามปัญหาการเจ็บป่วยและโรคจากการทำงานในผู้ป่วยที่ขาดโอกาสรักษาพยาบาลอย่างถูกต้อง โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้ มีเพียงการชดเชยในส่วนแรกเท่านั้นที่ดำเนินการอย่างสมบูรณ์

8 มิถุนายน 2552, 18 ปีผ่านไปนับจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ชาวบ้าน 105 คนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในวันนั้น ได้เข้าร้องเรียนกับหนังสือพิมพ์มติชนเพื่อขอความช่วยเหลือ หลังจากที่การจัดสร้างศูนย์อาชีวะเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมคลองเตยของกระทรวงสาธารณสุขดำเนินไปอย่างล่าช้า ไม่ทันกับอาการเจ็บป่วยของผู้คนที่เริ่มปรากฏหลังจากสะสมสารพิษมาเป็นเวลายาวนาน

 

ภาพประกอบนำมาจากเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน