กรณีสลายการชุมนุมผู้คัดค้านโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.

เรื่อง เสมอชน ธนพัธ

บรรยากาศย่ำค่ำของเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 20 ธันวาคม 2545 เป็นไปอย่างเคร่งเครียดเกินปกติ ไม่ไกลจากโรงแรมหาดใหญ่เจบี สถานที่ซึ่งจะถูกใช้จัดประชุม ครม. ร่วมไทย-มาเลเซียในอีก 2 วันถัดไป กำลังตำรวจ ทหาร หน่วยปราบจราจล ตำรวจตระเวนชายแดน จำนวนประมาณ 2,900 นาย ทั้งหมดถูกระดมพลมาตรึงกำลังอยู่รอบๆ พื้นที่ของโรงแรม

จุดเปราะบางที่สุดดูเหมือนจะอยู่ด้านหน้าของโรงแรม กำลังตำรวจตั้งกำลังประจัญกับกลุ่มคัดค้านโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย มีเพียงแผงเหล็กกั้นอยู่ตรงกลางท่ามกลางความมืด ทำให้ทุกอย่างดูเขม็งเกลียวขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาประมาณ 21.00 น. ตำรวจเริ่มเดินจากหลังแผงเหล็กขึ้นมาอยู่ด้านหน้าพร้อมด้วยโล่และกระบองในมือ เสียงนายตำรวจผู้หนึ่งตะโกนขึ้น สั่งให้กำลังตำรวจจัดแถวเป็นหน้ากระดาน ก่อนที่จะเริ่มใช้กำลังดันชาวบ้านจนเกิดการกระทบกระทั่งและเพิ่มดีกรีกลายเป็นความรุนแรงในที่สุดเมื่อตำรวจนายหนึ่งใช้กระบองตีไปที่ผู้ชุมนุม ด้วยกำลังที่มากกว่า ทำให้ตำรวจเข้าถึงรถ 6 ล้อที่ใช้บรรทุกเครื่องเสียงของกลุ่มคัดค้านได้อย่างง่ายดาย หลังจากนั้นตำรวจได้ใช้กระบองตีใส่แกนนำกลุ่มคัดค้านบนหลังคารถ ตีกระจกรถจนแตก และสุดท้ายสามารถควบคุมตัวบรรดาแกนนำได้เกือบทั้งหมด

ทั้งนี้ โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียของบริษัทรานส์ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลไทยให้ดำเนินโครงการโดยประกาศให้พื้นที่อำเภอจะนะ อำเภอนาหม่อม อำเภอหาดใหญ่ และอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นเขตระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อในทะเลและบนบก ซึ่งกลุ่มผู้คัดค้านเห็นว่า รัฐบาล ณ เวลานั้นอนุมัติโครงการโดยใช้ดุลยพินิจที่ไม่ชอบ กระบวนการทำประชาพิจารณ์ไม่โปร่งใสโดยใช้เวลารับฟังความคิดเห็นเพียง 25 นาที รายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีความคลาดเคลื่อนและไม่ครบถ้วนตามความเป็นจริง และคาดว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิชุมชน ดังนั้นจึงรวมตัวกันเพื่อยืนหนังสือเสนอข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงการต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่จะเดินทางมาประชุม ครม. สัญจรในวันที่ 21 ธันวาคม โดยได้มาหยุดรอในจุดนัดหมายห่างจากโรงแรมประมาณ 400 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่ได้เคยเจรจากับฝ่ายรัฐบาลและกำหนดไว้ก่อนหน้าแล้ว

ภายหลังที่ตำรวจสลายการชุมนุม มีการให้ข่าวว่ากลุ่มคัดค้านสร้างความวุ่นวานหน้าสถานที่จัดประชุมโดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ของประเทศ แถมยังเติมเชื้อไฟด้วยข้อกล่าวหาว่า ชาวบ้านพกอาวุธจำพวกลูกตะกั่ว น้ำบูดู ไข่เน่า รวมถึงถูกจ้างมาชุมนุมในราคา 1,000 บาท ขณะที่แกนนำเป็นพวกชอบใช้ความรุนแรงและรับเงินต่างชาติ ตรงกันข้ามกับฝ่ายรัฐบาลที่วางเฉยต่อข้อเรียกร้องของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้วยความรุนแรง ด้วยความไม่ยี่หระ ด้วยความไม่เคารพสิทธิชุมชนขั้นพื้นฐาน...ในที่สุดกลุ่มผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหายจึงยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อศาลปกครองสงขลาให้ชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งถือเป็นคดีประวัติศาสตร์เพราะเป็นคดีแรกที่มีการฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อหน่วยงานและเจ้าหน้าที่รัฐอันเนื่องจากการละเมิดเสริภาพการชุมชนตามรัฐธรรมนูญ โดยศาลปกครองสงขลาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2549 ว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมด้วยการสลายการชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” พร้อมกับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 24 คน เป็นเงินคนละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง และในวันที่ 16 มกราคม 2556 ศาลปกครองสูงสุดก็ได้ยืนยันตามคำพิพากษาของศาลปกครองสงขลา

อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมในวันนั้น การก่อสร้างโครงการก็เร่งรุดเดินหน้าต่อ โดยโรงแยกก๊าซจะนะแล้วเสร็จในปี 2546 ตามมาด้วยโรงไฟฟ้าจะนะในปี 2551 นับจากวันนั้นเปลวไฟของโรงแยกก๊าซก็ไม่เคยดับ และความร้อน เสียงดัง กลิ่นควัน น้ำเสียจากโรงไฟฟ้า ก็ทำให้ชีวิตที่นี่ไม่เหมือนเดิม

(ปรับปรุงแก้ไขต้นฉบับวันที่ 16 มกราคม 2556)