แม่เมาะ เมืองในหมอกมลพิษ

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.

เรื่อง เสมอชน ธนพัธ

3 ตุลาคม ปลายฝนต้นหนาวของปี 2535 ปีนั้นอากาศหนาวพัดผ่านมาเร็วกว่าปกติ เมื่อลมหนาวปะทะลมร้อนที่ยังไม่สิ้นฤดูกาล ทำให้ลมเปลี่ยนทิศทางพัดเข้าสู่หมู่บ้านสบป้าด ซึ่งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะประมาณ 5 กิโลเมตร ด้วยอุณหภูมิของอากาศที่ผกผัน ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะ จึงทำให้เกิดเพดานอากาศแยกเป็น 2 ชั้น มลพิษที่ถูกปล่อยจากปล่องโรงไฟฟ้าจึงถูกดึงกลับลงสู่พื้นดิน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านและพนักงานโรงไฟฟ้าหลายพันคนล้มป่วยด้วยอาการหายใจไม่สะดวก คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ เคืองตาและจมูก เนื่องจากสูดสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไป ในกรณีกลุ่มคนที่อ่อนแอ เช่น เด็ก คนชรา ผู้ป่วยโรคหัวใจ ภูมิแพ้ และโรคระบบทางเดินหายใจ ก็ปรากฏการเจ็บป่วยอย่างเฉียบพลัน และภายหลังไม่ถึง 2 เดือนพื้นที่ไร่นากว่าร้อยละ 50 รอบโรงไฟฟ้าก็ได้รับความเสียหายจากฝนกรด

โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้รับการอนุมัติโครงการจากรัฐบาลมาตั้งแต่ปี 2515 โดยในปี 2518 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 3 โรง ส่วนโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 4 – 11 ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมในเวลาต่อมา ซึ่งในวันที่เกิดเหตุ นอกจากการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และฝุ่นจากโรงไฟฟ้าโดยปกติแล้ว ยังมีเครื่องดักจับฝุ่นของโรงไฟฟ้าบางโรงเสีย บวกกับสภาพอากาศที่มีลักษณะปิด จึงทำให้มลพิษกระจายตัวไปทั่วบริเวณ

จากการตรวจสอบคุณภาพอากาศในวันนั้น พบว่าช่วงเวลาที่ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์สูงสุด มีมากถึง 2,200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเวลานานถึง 45 นาที หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กฟผ. ได้จ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ป่วยในรายละ 5,000 บาท และผู้ป่วยนอกรายละ 1,000 บาท และค่าเสียโอกาสในการทำงานรายละ 100 บาทต่อวัน รวมเป็นเงินเบ็ดเสร็จกว่า 4 ล้านบาท

ภายหลังที่เกิดปัญหาขึ้นแล้ว กฟผ. จึงยอมควักกระเป๋าลงทุนติดตั้งเครื่องดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือเครื่องเอฟจีดีในโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 4 – 11 เพื่อลดผลกระทบของมลพิษทางอากาศ ส่วนหน่วยที่ 1 – 3 ไม่มีการติดตั้ง เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าเก่า ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน โดยภายหลังได้ปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 2 โรง คือหน่วยที่ 12 และ 13 โดยเริ่มเดินเครื่องใช้งานในปี 2538

ถึงแม้จะมีการติดตั้งเครื่องเอฟจีดีแล้วก็ตาม แต่ปัญหามลพิษยังคงไม่หมดไปจากท้องฟ้าเหนืออำเภอแม่เมาะ เพราะหลังจากที่ กฟผ. เดินเครื่องโรงไฟฟ้าอย่างเต็มพิกัดครบทุกหน่วยในปี 2539 ปัญหามลพิษก็รุนแรงขึ้นอีกครั้ง และเกิดรุนแรงซ้ำอีกในปี 2541 ซึ่งทาง กฟผ. ก็ได้ยอมรับว่าเครื่องดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้าในวันเกิดเหตุ ใช้การได้เพียง 2 เครื่อง จากจำนวน 10 เครื่อง

ด้านกรมอนามัยระบุว่า  แม่เมาะมีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน โดยจากการศึกษาในปี 2538 – 2543 พบว่าฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนโดยเฉลี่ยแต่ละจุดจะอยู่ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ถ้าเจาะเป็นพื้นที่ จะพบว่าบางจุดมีค่าสูงเกินกว่า 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ค่ามาตรฐานคือ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) แม้ในระยะหลังปัญหาเรื่องฝุ่นละอองจะบรรเทาลง แต่ในวันที่ 4 มีนาคม 2550 ค่าฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ที่แม่เมาะก็ขึ้นไปสูงถึง 209 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

จากปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ในที่สุดจึงนำไปสู่ข้อเรียกร้องของชาวบ้านที่ต้องการอพยพย้ายออกจากพื้นที่ โดยเมื่อปี 2539 กฟผ. ตกลงที่จะดำเนินการพิจารณาอพยพโยกย้ายราษฎร จำนวน 4 ตำบล 16 หมู่บ้าน คือ ตำบลนาสัก ตำบลสบป้าด ตำบลแม่เมาะ และตำบลบ้านดง จำนวนประมาณ 3,500 ครอบครัว แต่ไม่มีการดำเนินการ กระทั่งในปี 2544 คณะรัฐมนตรีมีมติให้อพยพโยกย้ายชาวบ้านก่อนเพียงหมู่บ้านเดียว คือบ้านหางฮุง ราว 400 หลังคาเรือน แต่ปัจจุบันกระบวนการอพยพชาวบ้านก็ยังไม่แล้วเสร็จ

ในส่วนของการฟ้องร้องเพื่อให้ กฟผ. ชดเชยค่าเสียหาย ชาวบ้านในอำเภอแม่เมาะจำนวน 437 คน ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ในปี 2546 โดยคำฟ้องระบุว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะใช้ถ่านหินลิกไนต์คุณภาพต่ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า และมิได้บำบัดอากาศเสียให้ได้มาตรฐานก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศ จนทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2552 ศาลปกครองได้วินิจฉัยให้ กฟผ. ชดเชยค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมสุขภาพและจิตใจให้แก่ชาวบ้าน โดยส่วนใหญ่ชดเชยให้กับชาวบ้านรายละ 246,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้อง รวมทั้งให้จัดหาพื้นที่อพยพให้ชาวบ้านหมู่บ้านห้วยคิง ซึ่งในปัจจุบันคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของชั้นศาลปกครองสูงสุด และล่าสุด 15 ตุลาคม 2556 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ย้ายหมู่บ้านที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้า 5 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านห้วยคิง บ้านหัวฝาย บ้านดง บ้านสวนป่าแม่เมาะ และบ้านหัวฝายหล่ายทุ่ง ซึ่งจะใช้เงินช่วยเหลือ 2,970 ล้านบาท
 
ในขณะที่การแก้ไขปัญหาและการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ มานมนามมากกว่า 20 ปี กรณีมลพิษที่แม่เมาะก็กลายเป็นภาพหลอนให้กับชุมชนอื่นๆ ลุกขึ้นมาต่อต้านในยามที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นใหม่
 
ที่มาข้อมูล: "แม่เมาะ เมืองในหมอก (มลพิษ)" โดยเสมอชน ธนพัธ จากนิตยสารโลกสีเขียว ปีที่ 12 ฉบับที่ 5, "จากเชียงใหม่ถึงแม่เมาะ วิกฤตหมอกควันของเมืองในแอ่งกระทะ" โดยสุเจน กรรพฤทธิ์ จากหนังสือเมื่อปลาจะกินดาว 7
ภาพจาก กรีนพีซ
หมายเหตุ อัพเดตข้อมูลล่าสุด 16 ตุลาคม 2556