3 สิ่งดีๆ ในอาทิตย์ที่ผ่านมา

  • 15 ต.ค. 2555
    ศิริภัทร จุ้ยเปี่ยม
    พนักงานสถาบันการเงิน

    1. แรงงานในระบบ
    เรากลับเข้าไปทำงานในสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง หลังจากที่เป็นแรงงานนอกระบบมาเป็นปี  จริงๆ แล้วเราก็เคยเป็นแรงงานในระบบมาก่อนนะ แต่นั่นมันก็นานมาแล้ว  การกลับเข้ามาเป็นแรงงานในระบบอีกครั้ง ก่อให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกหลายๆ อย่างปะปนกัน มีทั้งดีใจ หวาดหวั่น สับสน กังวล ปนเปกันไปหมด ไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรกับการเดินทางในก้าวนี้ แต่เราเชื่ออย่างหนึ่งว่าทุกๆ ครั้งที่เราได้เริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง อย่างน้อยก็น่าจะมีสิ่งดีๆ อย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับเรา (หวังว่าการเดินทางของชีวิตครั้งนี้ คงจะทำให้เราได้พบสิ่งดีๆ สักอย่างหนึ่ง)

    2. ป้าเฉื่อย       
    ป้าเฉื่อยเป็นแม่ค้าขายกาแฟสดแถวที่ทำงาน จริงๆ แล้วแกไม่ได้ชื่อเฉื่อยหรอกนะแต่เราก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วป้าแกชื่ออะไร แต่ที่ถูกเรียกว่า “ป้าเฉื่อย” นั้น เกิดจากลักษณะการชงเครื่องดื่มไม่ว่าจะเป็นกาแฟ โกโก้ หรืออะไรก็แล้วแต่ ป้าเฉื่อยแกจะพิถีพิถันกับการชงเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด ปกติกาแฟแก้วหนึ่งก็คงใช้เวลาชงไม่เกิน 5 นาที แต่นี่ป้าแกใช้เวลาถึง 10-15 นาทีต่อแก้ว พี่คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเธอแค่เปรยว่ากาแฟหวานไปเท่านั้นแหละ ป้าเฉื่อยละมือจากการชงน้ำแก้วต่อไป แล้วขอแก้วคืนเพื่อแก้ไขรสชาติโดยทันที และแน่นอนว่าเราก็ได้ทำการ “ลองของ” ด้วยการสั่งโกโก้ปั่นไป เราสังเกตว่าป้าเฉื่อยแกพิถีพิถันและตั้งใจกับการทำโกโก้แก้วนี้มาก (และในทุกๆแก้ว) ป้าเฉื่อยจะค่อยๆ คนโกโก้อย่างช้าๆ เพื่อให้โกโก้รวมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วบรรจงผสมนมข้นหวาน นมสด แถมยังปั่นจนละเอียดไม่มีก้อนน้ำแข็งหลงเหลือให้กวนใจแม้แต่นิด พอส่งแก้วโกโก้ให้เราปุ๊บป้าเฉื่อยก็จะถามว่า “หวานไปมั้ยลูก” “ขมไปมั้ยจ๊ะ” “แนะนำป้าได้นะ” ซึ่งเป็นอย่างนี้ตลอด 3 วันของอาทิตย์นี้

    สิ่งที่เรารู้สึกก็คือ การใส่ใจลูกค้าซึ่งหายากในร้านขายกาแฟสดริมทางที่แข่งขันกันเกลื่อนเมือง แม้บางคนจะรำคาญในความช้าของป้าเฉื่อย แต่เรากลับไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น เรากลับรู้สึกดีที่ป้าเฉื่อยใส่ใจและคำนึงถึงความรู้สึกของลูกค้า ทั้งที่จริงป้าเฉื่อยไม่จำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้นก็ได้ เราคิดว่าป้าเฉื่อยมีความปรารถนาดีที่อยากให้ลูกค้ามีความสุขกับเครื่องดื่มของแกต่างหาก เราว่านี่คงเป็นสิ่งที่แกคิด เราดีใจที่ได้เจอคนอย่างป้าเฉื่อยและคาดหวังที่จะเห็นร้านรวงต่างๆ เห็นความสำคัญของลูกค้ามากกว่าตัวเงิน

    3. ครอบครัวที่ไหนก็ได้      
    ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม มองไปทางไหนก็เห็นพ่อแม่หลายคนหอบลูกไปทำงานด้วย อย่างเช่นกรณีของรถประจำทางปรับอากาศสายหนึ่งที่เราใช้เดินทางไป-กลับจากที่ทำงานเป็นประจำ วันหนึ่งหลังจากที่เราก้าวขึ้นรถปุ๊บก็มีเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวมาจากด้านหน้าของรถ มองไปมองมาก็เป็นเสียงเด็กน้อยวัยกำลังซน 2 คนกำลังคุยกัน พลางชี้ชวนให้ดูวิวข้างทาง สลับกับร้องเพลงที่เราคิดว่ามันเป็นเพลงจากโรงเรียนอนุบาล เราเห็นคนส่วนใหญ่ในรถ (ที่ไม่ได้เสียบหูฟัง) อมยิ้มแล้วก็สอดส่ายสายตาดูว่าเด็ก 2 คนนั้นจะพูดอะไร หรือจะทำอะไรต่อไป บางคนก็อดถามแม่เด็กที่เป็นกระเป๋ารถเมล์ไม่ได้ว่าอายุเท่าไรแล้ว...น่ารักดีเนอะ...เสียงใสเชียว พี่กระเป๋าก็ได้แต่ยิ้มแล้วก็ตอบคำถามต่างๆ เราว่าพี่เค้าก็คงกลัวว่าเสียงลูกจะไปสร้างความรำคาญให้คนอื่น แต่สำหรับเราเหตุการณ์นี้ทำให้รู้สึกว่า คำว่า “ครอบครัว” มันเกิดตรงไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องเกิดที่บ้านหรอก มันขึ้นอยู่กับเราว่าจะทำให้มันเกิดได้หรือไม่มากกว่า

     

     

    Share this

    3,741 reads
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม