3 สิ่งดีๆ ในอาทิตย์ที่ผ่านมา

  • 12 ก.พ. 2556
    วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ
    บรรณาธิการบริหาร นิตยสารGM

     1. ความรัก

                นับเป็นช่วงสัปดาห์ที่ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลของรัฐ ตอนต้นสัปดาห์พาแม่ไปเช็คเครื่องกระตุ้นหัวใจตามกำหนดเวลา ที่โรงพยาบาลโรคทรวงอก พอมาถึงกลางสัปดาห์ ตนเองก็เกิดอาการปวดท้องรุนแรง เลยต้องโซซัดโซเซไปเข้าโรงพยาบาลวชิระ

                ในขณะที่คนอื่นๆ มักจะคิดว่าการเข้าไปใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐเป็นเรื่องน่าเบื่อ สกปรก เสียเวลารอคิว และน่าหงุดหงิดจากการบริการที่ไม่ดีพอ แต่จากประสบการณ์หลายปี หลายครั้งหลายคราที่ผ่านมา เรื่องแย่ๆ เหล่านั้น ผมก็เคยประสบพบเจอมาบ้าง แต่ผมมักจะได้รับความรู้สึกดีๆ กลับมามากกว่า

                อย่างคราวนี้ แม่ปิดเรื่องที่จะต้องไปหาหมอ จนกระทั่งถึงเช้าวันอังคารที่เป็นกำหนดวันนัด ผมเห็นเขาตื่นเช้า รีบกินข้าว รีบแต่งตัว และให้ป๊าออกไปเรียกแท็กซี่เข้ามารับที่หน้าบ้าน พอถามไปถามมา ก็เค้นจนได้ความว่าเช้านี้หมอนัดให้ไปเช็คเครื่องตามกำหนดเวลาประจำปี ไม่มีปัญหาอะไร เอ็งไม่ต้องไปหรอก เสียเวลารอคิวนาน ให้ไปทำงานตามปกติ

                ผมยืนกรานที่จะขับรถพาเขาไปส่ง เราออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ผมไปติดแหง็กอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อรอรับกลับบ้านตอนเกือบเที่ยงวัน กว่าที่เขาจะตรวจเสร็จ จ่ายเงิน และรับยา รับใบนัดครั้งหน้า เวลาที่ใช้ในการเข้าพบหมอนั้นเพียงแป๊บเดียว แต่เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งรอคิว อยู่ท่ามกลางคนป่วยอีกเป็นพันๆ คนในบริเวณโถงกลางของโรงพยาบาล

                ความรู้สึกดีๆ ในการนั่งรอคิวอยู่ครึ่งวัน ท่ามกลางความเจ็บไข้ได้ป่วย เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ผมเคยเขียนอธิบายไว้ในบทความชิ้นหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ความรู้สึกดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อยากให้คุณเข้าไปอ่านตามลิงค์นี้ http://aloneinthecinema.multiply.com/journal/item/329/329

    2. ความไว้ใจ

                จนถึงวันพฤหัส อาการปวดท้องแปลกๆ ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่บ่ายวันอังคาร ก็กำเริบหนักขึ้นจนผมนั่งทำงานต่อไปไม่ไหว ผมปรึกษากับพี่ที่ทำงาน ว่าควรจะไปหาหมอที่โรงพยาบาลไหนดี ระหว่างโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ใกล้ๆ ออฟฟิศ กับโรงพยาบาลของรัฐที่ผมมีสิทธิประกันสังคมอยู่ พี่ที่ทำงานก็แนะนำว่าไปใช้สิทธิประกันสังคมดีกว่า เพราะจะประหยัดเงินไปได้เยอะ

                ผมลังเลอยู่นาน เวลาคนอื่นเจ็บป่วย เรามักจะมองเป็นเรื่องเล็กกว่าที่มันเป็น ในทางตรงข้าม ถ้าเราเองเจ็บป่วย เราก็มักจะมองเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่มันเป็น ในที่สุดก็ตัดสินใจหอบสังขารตัวเองไปโรงพยาบาลของรัฐ ด้วยความคิดว่าถ้าแม่ของผมไปหาหมอโรงพยาบาลของรัฐแล้วหายดี ไม่มีอะไรน่ากลัว ผมเองก็น่าจะใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐได้ โดยไม่มีปัญหาอะไรเช่นกัน

                เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างที่รู้ๆ กันนั่นแหละ คิวยาว คนไข้เยอะ เจ้าหน้าที่น้อย ความสะดวกสบายแทบไม่มีเหลืออยู่ ผมยืนกรอกเอกสารต่างๆ มากมาย เดินนำเอกสารไปถ่ายเอกสาร แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าตาเฉยเมย ตามช่องนั้น ช่องนี้ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดบริเวณท้องน้อย ระยะทางใกล้ๆ เพียงไม่กี่สิบเมตร ดูไกลเป็นกิโลเมตรขึ้นมาได้ เมื่อคุณกำลังไม่สบาย

                เปรียบเทียบกับถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน คุณก็จะนั่งหรือนอนรอเฉยๆ เอกสารทุกอย่างจะดำเนินการไปได้เอง โดยเจ้าหน้าที่หน้าตายิ้มแย้ม สวยงาม แต่ในโรงพยาบาลของรัฐแบบนี้ เงินที่มีอยู่ในกระเป๋าจะมากแค่ไหน ไม่สามารถซื้อความสะดวกสบาย หรือซื้อบริการพิเศษ สิทธิพิเศษใดๆ จากเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ให้บริการคนไข้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันหมด 

                เมื่อได้พบหมอ หมอก็ตรวจร่างกายเบื้องต้น คลำบริเวณที่เจ็บปวด แล้วก็ส่งผมไปตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และเอกซ์เรย์ ระหว่างนั้น แม่และแฟนก็คอยโทรศัพท์มาซักถามอาการเป็นระยะๆ แฟนถามว่าหมอได้ส่งผมไปตรวจอัลตร้าซาวนด์ หรือสแกนเอ็มอาร์ไอ หรืออะไรที่ฟังดูยิ่งใหญ่ทำนองนั้นบ้างหรือเปล่า แม่ถามว่าที่โรงพยาบาลมีห้องพิเศษให้นอนดูอาการในคืนนี้หรือเปล่า

                ผมตอบไปว่าเปล่าเลยสักอย่าง น้ำเสียงของพวกเขาฟังดูห่วงใยและกระวนกระวาย พวกเขาไม่เชื่อใจหมอและโรงพยาบาลแห่งนี้ แม่บอกว่าทำไมเอ็งไม่บอกหมอให้ส่งไปอัลตร้าซาวนด์ แฟนบอกว่าให้ออกจากโรงพยาบาลนั้น แล้วนั่งแท็กซี่ไปนอนโรงพยาบาลเอกชนเถอะ อย่าเห็นแก่ประหยัดเงินเล็กๆ น้อยๆ

                ในที่สุด หมอสั่งฉีดยา และจ่ายยามาให้อีก 3-4 อย่าง หมอถามแค่ว่ามียาพิเศษที่อยู่นอกประกันสังคม ผู้ป่วยต้องจ่ายเองอีกห้าร้อยกว่าบาท ผมจ่ายไหวหรือเปล่า ผมบอกว่าไหวครับ เสร็จแล้วผมเดินลากสังขารไปจ่ายค่ายา รับยามา แล้วก็ขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน ด้วยความกังวล สงสัย และไม่เชื่อในคำวินิจฉัยและการรักษาของหมออยู่ลึกๆ ในใจ

                จนถึงวันนี้ผมหายแล้ว และกำลังนั่งพิมพ์ประสบการณ์ดีๆ ที่เพิ่งผ่านมานี้ ให้คุณได้อ่าน ผมคิดว่าความเจ็บป่วย ช่วยสอนให้เราลดความอหังการ และลดอัตตาลงไปได้เยอะ ตัวของเราจะหดเล็กลงๆ และต้องเข้าไปอยู่ในความอนุเคราะห์ของคนอื่น ต้องยอมสงบปากสงบคำ เคารพคิว เคารพสิทธิความเท่าเทียม โอดครวญและเรียกร้องให้น้อยลง

                ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ร่ำรวยเงินทองแค่ไหน คุณก็ต้องอยู่ภายในกฎเกณฑ์เหมือนคนอื่น อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นกฎธรรมชาติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ร่วมกัน โดยมีเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ภายใน และทำให้เราทุกคนข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งความเจ็บป่วยมาได้ คือความเชื่อและความไว้ใจที่มอบไว้กับคนอื่นและสิ่งที่อยู่ภายนอกตัว

    3. ความสุข

                วันศุกร์ที่ผ่านมา ผมลางานและนอนพักผ่อนอยู่กับบ้าน ด้วยความสงสัยมานานแล้ว ว่าทำไมคนเราจะต้องทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน และมีวันพักผ่อน 2 วันคือเสาร์และอาทิตย์ มีเพื่อนผมบางคนต้องทำงานวันเสาร์อีกครึ่งวันด้วย นั่นก็เท่ากับว่าเขาเหลือวันพักผ่อนเต็มวันเพียง 1 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น

                วันหยุดเสาร์อาทิตย์บางทีก็น้อยเกินไป สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจส่วนตัว อย่าว่าแค่จะไปเที่ยว กิน ดื่ม ดูหนัง ช็อปปิ้งเลย มันไม่เพียงพอสำหรับการทำธุระสำคัญของครอบครัวเสียด้วยซ้ำ ผมสงสัยว่าทำไมเราถึงไม่รีบทำงานให้เสร็จใน 4 วัน คือจันทร์ถึงพฤหัส เพื่อจะได้ใช้วันศุกร์เป็นวันหยุดเพิ่มอีกหนึ่งวัน

                วันศุกร์ที่ได้หยุดและนอนอยู่กับบ้านนั้นสงบสุขและแสนสบาย เวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า แสงแดดยามบ่ายมีกลิ่นหอมหวานและอบอุ่น อย่างที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสสัมผัสบ่อยนัก เพราะตามปกติแล้วต้องนั่งอยู่ในออฟฟิศ สูดกลิ่นเครื่องปรับอากาศ และกลิ่นกระดาษต้นฉบับ ที่เพิ่งพรินต์ออกมาอุ่นๆ จากเครื่องเลเซอร์พรินเตอร์

                ความป่วยไข้บางทีก็ทำให้เกิดความสุขภายในได้ ถ้าเราไม่เร่งรีบ ไม่โกรธเกรี้ยว และไม่เรียกร้องมากเกินไป มันทำให้เราตัวเล็กลงๆ มันทำให้ทุกอย่างรอบตัวช้าลงๆ การนั่งรอคิวยาวเหยียดเนิ่นนาน ร่วมกับคนป่วยนับร้อยนับพัน และการกลับมาอยู่บ้าน กินข้าวแล้วกินยาตามเวลา นอนนิ่งๆ ดูแสงแดดค่อยๆ เลื่อนคล้อยต่ำลงๆ

                โรงพยาบาลของรัฐบาลเต็มไปด้วยความรัก การรักษาเยียวยาตามสิทธิประกันสังคมด้วยความไว้วางใจ และความสุขง่ายๆ ในเวลาบ่ายวันศุกร์ที่ได้นอนอยู่กับบ้าน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพบเจอสิ่้งดีๆ เหล่านี้

    Share this

    3,996 reads
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม