3 สิ่งดีๆ ในอาทิตย์ที่ผ่านมา

  • 26 ก.พ. 2556
    ใบพัด ชนะภัย
    บรรณาธิการจุลสาร “ป๋วย”

    เรื่องที่ 1

    วันก่อนเพื่อนคนหนึ่งถามว่า อยากทำอาชีพอะไรมากที่สุด

    ผมตอบว่า ก็ที่ทำอยู่นี่แหล่ะ ทำหนังสือ...

    เพื่อนถามว่าทำไม

    ไม่รู้สิ ผมว่าอาชีพนี้มันมีเสน่ห์ เป็นอาชีพที่ทำให้เราได้ลับคมแห่งสติปัญญาบ่อยๆ  เพราะบางประเด็นไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับความสนใจหรือใกล้เคียงกับชีวิตเรา แต่เราก็รู้เพราะต้องค้น ต้องทำการบ้าน มันทำให้เราได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป ได้คุยกับคนที่ในชีวิตจริงไม่อาจแม้แต่จะเฉียดใกล้กัน...

    ช่วงปีที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผม

    จำได้ว่า หลายปีก่อนนั้น ผมอยากเข้าเรียนที่ธรรมศาสตร์มากๆ เพียงเพราะอยากเป็นลูกหลานปรีดี พนมยงค์ และป๋วย อึ๊งภากรณ์ แต่ท้ายที่สุดผมก็ไม่ได้เรียนที่นี่…

    ในช่วงเวลานั้น ความสนใจในเรื่องการอ่านของผมเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่ชอบอ่านเรื่องแต่ง อย่างนิยาย เรื่องสั้น หรือบทกวี ก็หันมาสนใจอีกแนวอย่าง ศาสนา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ธรณีวิทยา โดยเฉพาะศาสนานั้น ผมอ่านงานของ ส.ศิวรักษ์มากเป็นพิเศษ

    และเมื่อต้นปี 2555 สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม แห่งมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีปได้เลือกผมเป็นบรรณาธิการจุลสารเตรียมงานรำลึก ๑๐๐ ปีชาตกาลป๋วยอึ๊งภากรณ์!

    ผมว่านี่เป็นสิ่งดีๆ ที่สุดของผมในช่วงนี้เลยครับ

     

    เรื่องที่ 2

    บางทีก็เบื่อวิธีการของเฟสบุ๊คที่ทำกับเรา มันจะมีช่อง "คุณคิดอะไร" ให้เราแสดงสิ่งที่คิดออกมา

    คือคนที่เล่นเฟสบุ๊คคิดแล้วต้องแสดงออก คิดอยู่เงียบๆ คนเดียวไม่ได้  แต่ผมเชื่อว่า ต้องมีบางเวลาที่เราอยู่ในโหมดที่ไม่อยากให้ความคิดปรากฏตัว  ไม่อยากให้ใครรู้ว่า ช่วงนี้เราคิดอะไรอยู่! เพราะหลายครั้งเฟสบุ๊คก็ทำให้คนเราเข้าใจผิดได้ง่ายและสุ่มเสี่ยงต่อการตีความ “สาร” ที่ส่งออกไปได้หลากหลาย อาจเพราะมันไม่ได้เห็นสีหน้าท่าทางรับรู้อารมณ์ของคนที่คุยด้วย เช่นคำว่า  อืม อือ อ่า...คืออะไรอ่ะ มันจับน้ำเสียงไม่ได้ ไม่รู้ว่าในประโยคนั้นมันเว้าวอน ออดอ้อน เฉยๆ หรือมึนตึง และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บางคนเลือกที่จะถอนตัวออกไปจากโลกออนไลน์เพราะมันยากที่จะอธิบายอะไรให้กับผู้อื่นที่อยู่ห่างไกลได้เข้าใจตรงกัน  ดังนั้นจึงมีบางคนเลือกที่จะ "จบชีวิต" ตัวเองในเฟสบุ๊คด้วยการเลิกเล่น ขณะที่บางคนเลือกที่จะมีตัวตนมากขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งเป็นสองเป็นสามเป็นสี่ จนบางทีตอนนี้เป็นใครไปแล้วก็ไม่รู้...

    ในเวลาเดียวกันที่อยากเมินเฉยต่อเฟสบุ๊คนั้น พอดีกับที่มีเพื่อนคนหนึ่งที่ต่างจังหวัดชวนเขียนจดหมาย

    พอตั้งใจว่าจะลงมือเขียนจดหมาย ก็ให้รู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกัน

    พยายามนึกถึงจดหมายฉบับแรกเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ชั้นประถม

    จำได้, ครูเคยบังคับให้พวกเราเขียนจดหมายถึงเพื่อนที่อยู่ต่างโรงเรียน

    ฉบับแรก ผมแนะนำตัวเองว่า ผมชื่อ...อยู่โรงเรียนไหน และชั้นอะไร

    จากนั้นผมก็เล่าถึงความชอบ-ไม่ชอบของตัวเอง

    ผ่านไปสองสัปดาห์ก็ได้รับการตอบกลับมา

    ลายมือหมอนั่นโยกโย้ไม่เป็นระเบียบ เขาเล่าว่า เรียนอยู่ชั้นเดียวกับผม ชอบเล่นฟุตบอล ชอบโงกุน ชอบสีฟ้า เกลียดวิชาคณิตเข้าไส้ มีปัญหากับวันจันทร์ เพียงเพราะเขาไม่ได้ทำการบ้านในวันเสาร์อาทิตย์

    เราคุยกันสองสามฉบับ จากนั้นต่างคนก็ต่างหายไป...

    มันเหมือนช่วงเวลาเหล่านั้นถูกจำกัดด้วยเรื่องเล่า ผมคิดว่าถ้ามีโอกาสเจอกันอีกครั้ง วันนี้คงพูดไม่หยุด

    แน่นอน, คงไม่มีใครยอมใคร

    ประโยคแรกที่ผมจะพูดกับเขาคือ นายลอกการบ้านใครในเช้าวันจันทร์!

    บรรยากาศแบบนั้นมันหายไปแล้วในความรู้สึก เมื่อโตขึ้น ไม่มีใครมีเวลาพอสำหรับการเขียนจดหมาย

    และเช้าของวันนี้ ผมลงมือเขียนจดหมายถึงเพื่อนคนนั้นอีกครั้ง เขาคงประทับใจถ้ารู้ว่าผมเลียแสตมป์ด้วยลิ้นตัวเองเชียวนะ 555
     

    เรื่องที่ 3

    เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มเปรยๆ ว่าปีนี้อยากจัดปาร์ตี้เลข 3 เพราะพวกเราหลายคนก็ย่างเข้า 30 กันแล้ว

    ผู้ชายวัยนี้ต้องการอะไร... จริงอยู่ เราต้องการเงิน งานดีๆ และผู้หญิงดีๆ สักคน แต่ดูเหมือนผมจะล้มเหลวแทบทุกๆ ทาง

    ในวันที่กลับมาถามตัวเองว่าต้องการอะไร มันทำให้ผมคิดถึงการ์ตูนเรื่องหนึ่ง ในการ์ตูนเรื่องนั้นพูดถึงชายหนุ่มวัยใกล้ๆ ผมที่ต้องไปงานเลี้ยงรุ่นซึ่งไม่ได้เจอกันนานมาก ดูเพื่อนแต่ละคนก็จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานทั้งนั้น ตำแหน่งสูง เงินเดือนดีๆ เพื่อนที่นั่งโต๊ะติดกันถามว่าเขาทำงานอะไร เขาตอบว่าเขียนการ์ตูน เพื่อนว่าดีจัง เป็นเจ้าของโรงพิมพ์การ์ตูนด้วย ท่าทางจะรวย เขาตอบว่าเป็นแค่นักเขียนกระจอกๆ น่ะ เขียนเป็นตอนๆ ได้ตอนละพันสองพัน เพื่อนที่ถามเงียบ! ...

    แล้วเพื่อนๆ ในวงก็คุยเรื่องการไปเที่ยว แต่ละคนอวดว่าสิ้นปีนี้จะไปเที่ยวที่ไฮโซๆ โซนยุโรปทั้งนั้น  เพื่อนที่นั่งใกล้ๆ ถามเขาอีกว่าจะไปเที่ยวไหน เขาตอบว่าคงใกล้ๆ แถวนี้ บางทีอาจไปบางแสน เพื่อนเงียบ! ...

    เขารู้สึกอึดอัดไม่รู้จะคุยอะไรต่อไปจึงขอตัวเข้าห้องน้ำ พอเขาลุกจากเก้าอี้เพื่อนก็สุมหัวนินทาทันที

    “แม่งจนอ่ะ สงสัยนั่งรถเมล์มา พวกเราช่วยๆ กันแชร์ค่าเหล้าให้มันด้วย จะมีตังค์กลับบ้านรึเปล่าก็ไม่รู้”

    พอปารตี้จบ ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน  แฟนถามว่าเป็นยังไงบ้าง ปาร์ตี้สนุกมั้ย...

    เขาเล่าบรรยากาศให้ฟังด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ... เขาไม่มีอะไรดีเลย เขากระจอก...

    ผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างโอบกอดเขาและพูดว่า "แต่ฉันชอบการ์ตูนเธอนะ"

    นั่นเป็นรอยยิ้มแรกของวันนี้ที่เขายิ้มออกมา

    ผมก็แค่รู้สึกว่า ไม่ว่าชีวิตจะเป็นยังไง แค่มีใครสักคนอยู่เคียงข้าง นั่งเป็นเพื่อนในวันที่ชีวิตพ้นผ่านไปอย่างยากเย็น มันก็เป็นเรื่องดีสุดๆ แล้ว ^_^

     

    Share this

    3,879 reads
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม