3 สิ่งดีๆ ในอาทิตย์ที่ผ่านมา

  • 9 เม.ย. 2556
    ธนาคาร จันทิมา
    Goalkeeper ร้าน Bookmoby

    หกเดือนที่แล้ว ก่อนเรียนจบ ผมเป็นเพียงนิสิตที่ชอบอ่านหนังสือ
    วันนี้ ผมคือคนดูแลร้านหนังสือ ทำงานเฉลี่ยหกวันต่อสัปดาห์
    หน้าที่หลักของผมคือจัดการทุกอย่างที่ขาดเหลือในร้านหนังสือเล็กๆ ชื่อ Bookmoby Readers' Cafe (ชั้น 4 หอศิลปกรุงเทพฯ)

    ในหนึ่งวันมีทั้งคนแปลกหน้าและคุ้นตาผ่านเข้ามาและจากไป
    การงานเบื้องหน้าคืองานบริการหนังสือ คอยเติมเต็มความหิวโหยของนักอ่านด้วยหนังสือที่พวกเขาต้องการและไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสนใจ

    คนทั่วไปคิดว่าคนที่ได้อยู่กับหนังสือตลอดเวลา จมท่ามกลางกองกระดาษทุกวันจะเพลิดเพลินกับการอ่านเท่าไหร่ก็ได้ตามแต่พอใจ

    ความจริงกลับตรงข้าม การงานก็คือการทำงาน
    ความวุ่นวายของงานเชิงการค้าธุรกิจ บ่อยครั้งไม่ใช่งานสร้างสรรค์เอาเสียเลย ซึ่งบั่นทอนภาพฝันของใครต่อใครลงสิ้น

    เจอเข้ากับตัวจึงได้รู้ ดังที่เคยได้ยินว่า ในวัฒนธรรมชาวยิวนั้นเต็มไปด้วยคำสาปแช่งคนที่เกลียดชัง มีคำสาปรุนแรงข้อหนึ่งที่รุนแรงมาก ทว่าฟังพิลึกพิลั่นเหลือเกิน

    "ขอให้เจ้าจงทำสิ่งที่รักเป็นงาน"

    ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตาม,
    แม้ผมจะมีความอุ่นใจที่ได้อยู่ใกล้หนังสือ แต่ผลที่ตามมาคือผมกลับอ่านหนังสือน้อยลง ด้วยเวลาและหน้าที่ ซึ่งผมแทบจะทอดทิ้งกิจกรรมการเขียนอ่านที่ฝักใฝ่ไปสิ้นเชิง

    ทุกๆ จังหวะเปลี่ยนแปลงสำคัญในชีวิต
    บ่อยครั้งที่ผมกลับไปหวนคิดถึงคำถาม

    "เราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร"

    คอลัมน์ 3 สิ่งดีดี ชวนให้ผมกลับไปคิดถึงหนังสือ 3 เล่มที่พาผมมายืนถึงจุดนี้
    ความรัก ความสนใจ ใฝ่ปรารถนา บันดาลใจแรงกล้าในตัวหนังสือหนังหา
    หนังสือเล่มไหนกันที่เริ่มมีอิทธิพลต่อกระบวนการอ่านและการเขียนของผมบ้าง, มากที่สุด

    1.
    ความน่าจะเป็น
    ปราบดา หยุ่น (พิมพ์ครั้งที่ 23)
    หนังสือเล่มแรกที่ซื้อให้ตัวเอง

    ม.5 วัยนั้น นอกจากท่องตำราก่อนสอบ เด็กภูธรอย่างผมไม่ใช่คนที่อ่านหนังสือเลย วันๆ เล่น Red Alert, Starcraft, Counter Strike, Cm และเกมตระกูล Total Wars ไม่คิดจะเข้าห้องสมุดหรือร้านหนังสือเลยจนกระทั่งเข้ามาเรียนพิเศษในกรุงเทพฯ เราหลงเข้าไปในศูนย์หนังสือจุฬาฯ และหยิบเล่มที่ใกล้มือที่สุดบนชั้นขึ้นมาดู โอ้โห ปกแปลกจัง มีพื้นที่ว่างๆ โล่งๆ กับรูปหวี (มีซี่หักไปหนึ่งซี่) นอกจากสะกิดใจว่าชื่อเรื่องเหมือนบทเรียนคณิตศาสตร์ที่เพิ่งเรียนไป แต่ทำไมมาวางไว้ในหมวดวรรณกรรมแล้ว เลข 23 (พิมพ์ครั้งที่) ยังเป็นเลขที่เราชอบเพราะเป็นเลขวันเกิดด้วย "ความไม่น่าจะเป็น" ด้วยประการทั้งหลายนี้เป็นเหตุจูงใจให้ผมเปิดไปอ่านเรื่องแรกว่าด้วยเด็กคนหนึ่งที่เจอข้อความสั้นๆ ของตัวเองบนกระดาษ แล้วย้อนกลับไปนึกหาที่มาที่ไปของข้อความผ่านเรื่องราวสารพัดในหัว โอ้โห นี่คือวรรณกรรมเหรอ จากคนที่ไม่เคยอ่าน เจอประสบการณ์แรกนี้เข้าไปแล้วติดใจเลย กลับมานึกย้อนดู ถ้าวันนั้นหยิบเล่มอื่นมาเปิดดู ไม่ได้เริ่มต้นจากความรู้สึกประหลาดใจ ตื่นเต้นแบบวันนั้น วันนี้เราอาจไม่ได้มารู้จักหนังสือและเรียนด้านวรรณกรรมอย่างทุกวันนี้ก็ได้

    2.
    การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก
    ฮารูกิ มูราคามิ
    หนังสือเล่มแรกที่อ่านรวดเดียวจบ

    ปี 1 มหา'ลัย เราสำรวจจักรวาลแห่งใหม่ที่ไม่มีวันสิ้นสุดในห้องสมุดคณะ (อักษรศาสตร์) หลังจากอกหักจากเพื่อนผู้หญิงน่ารักคนหนึ่งอยู่เอกฝรั่งเศสแล้ว เพื่อนนักเขียนคนหนึ่งก็ได้แนะนำให้รู้จักกับชั้นหนังสือที่เบียดอัดหนังสือของชายผู้นี้ ฮารูกิ มูราคามิ สมัยนั้นเป็นกลุ่มวรรณกรรมที่ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงนักเหมือนใน พ.ศ. นี้

    เริ่มต้นเรื่องก็ทำให้เราสนใจ ว่าด้วยความรักแรกในวัยเยาว์ของ ฮาจิเมะ ที่หลงรัก ชิมาโมโต เด็กสาวขาเป๋ เพื่อนร่วมชั้นของเราอย่างดิ่งลึก จนรู้ตัวอีกทีทั้งคู่จำต้องแยกย้ายจากกันนานและไกลเสียแล้ว เรื่องเล่าต่อมาว่า ฮาจิเมะ ผ่านชีวิตและความรักมาอย่างไรจนถึงวัยกลางคน เขามีการงานและครอบครัวที่ดูสมบูรณ์พร้อม แต่เขากลับรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเหมือนคำศัพท์ที่ไม่มีความหมายบรรจุ เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ที่ถูกยืมหนังสือไปจนหมด แล้ว ชิมาโมโต ก็ปรากฏตัวขึ้นในชีวิตเขาอีกครั้ง (ในวันฝนตก) กลับมาสั่นสะเทือนปัจจุบันของเขาพร้อมกับเปลี่ยนความทรงจำที่มีต่อรักแรกนั้นไปตลอดกาล

    เล่มนี้ทำให้ผมไม่อยากเชื่อตัวเองว่าจะอ่านรวดเดียวจนจบ หนังสือ 200 กว่าหน้าสำหรับคนที่อ่านหนังสือช้า ถือเป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ยากมาก แถมประสบการณ์ครั้งนั้นมันทำให้เกิดความรู้สึกอยากบอกเล่าต่อ ภาพชิมาโมโตในชีวิตของเราฉายซ้อนทับขณะอ่านแจ่มชัด ภวังค์ที่เกิดขึ้นหลังอ่านจบยังคงค้างคาอ้อยอิ่งในหัวเราไปอีก 2-3 วัน จนเราไม่อยากทำอะไรในช่วงนั้นเลย เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนิยายเรื่องนี้ไปแล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ทำไมหนังสือเล่มนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา กล่าวได้ว่า นี่เป็นประสบการณ์อ่านรวดเดียวจบ ครั้งแรก หนเดียว ที่มิรู้ลืมจริงๆ

    3.
    ไหม
    อเลซซานโดร บาริกโก
    หนังสือเล่มแรกที่ทำให้อยากเขียนหนังสือ

    ปี 2 มหา'ลัย ลูบคลำพร้อมกับพึมพำเบาๆ ว่า หนังสือสวยมาก ปกเป็นภาพใบหน้าผู้หญิงสองคน (ชาวตะวันตก/ชาวญี่ปุ่น) นี่เป็นหนังสือที่เขียนด้วยลีลาที่มีจังหวะงดงาม น่าจดจำ การเขียนของบาริกโกทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความน้อยแต่มากในงานเขียนเป็นครั้งแรก การแสดงให้เห็นโดยไม่ต้องบอก เป็นบทเรียนแรกที่ทำให้สนใจคำว่า การอ่าน "ระหว่างบรรทัด" อย่างจริงจัง กล่าวได้ว่า หนังสือเล่มนี้เป็นนิยายเรื่องเเรกที่เรากลับมาอ่านรอบสอง เนื่องจากการอ่านไม่ละเอียดจนทำให้ตีความไปว่า หญิงสาวสองคนในเรื่องนี้เป็นคนๆ เดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนทำให้ผมหลงรักกลิ่นและรสของการเล่าเรื่องตั้งแต่บทเปิดหน้าแรก พลอตเรียบง่ายแต่ละเมียด ผมหันมาสนใจจังหวะของการใช้คำและสื่อความมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นคือการพยายามค้นหาวิธีเล่าเรื่องของตัวเอง และอยากเขียนหนังสืออย่างจริงจัง แม้ทุกวันนี้ผมจะจดจำประโยคจากนิยายเล่มนี้ได้เพียงประโยคเดียวก็ตาม

    "เป็นความเจ็บปวดประหลาดนัก ที่จะตายด้วยความอาลัยสิ่งซึ่งมิเคยได้สัมผัส"

    นอกจากนี้ ไหม ยังเป็นหนังสือที่ผมซื้อเป็นของขวัญให้คนพิเศษเนื่องในวาระต่างๆ มากที่สุดด้วย ทั้งที่ปกติเรามักจะต้องคำนึงว่าของที่จะให้เหมาะกับคนที่รับด้วยหรือไม่ แต่สำหรับเล่มนี้ ผมให้โดยไม่ต้องคิดถึงปัจจัยอะไรเลย

    ขอบคุณคอลัมน์ 3 สิ่งดีดี ที่ให้โอกาสแก่ผมได้ลองกลับไปพูดคุยกับตัวเองในอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณอาจไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากเรื่องเล่าของผม แต่อย่างน้อยถ้ามันทำให้คุณกลับไปถามตัวเองถึงสิ่งที่คุณเคยรักเคยชอบมันจริงๆ บ้าง ก็คงดี

    "เราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร"

    เมื่อจบข้อเขียน, บางที
    พรุ่งนี้ ผมอาจกลับมามีเรี่ยวแรงอ่านและเขียนหนังสืออย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง

    Share this

    5,648 reads
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม