3 สิ่งดีๆ ในอาทิตย์ที่ผ่านมา

  • 9 ก.ย. 2556
    โยโนะ นาขะ
    แม่บ้านและเป็นนักเรียนภาษาพาร์ทไทม์

    ฉันนั่งอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ชื่อที่พิมพ์อยู่บนกระดาษเช็ดปากข้างๆ เครื่องดื่มของฉันบอกว่า ร้านนี้ชื่อ “Excelsior Caffé” มันเป็นหนึ่งในร้านกาแฟแฟรนไชส์ที่กระจายอยู่เต็มโตเกียวเหมือนดอกเห็ด ฉันแวะมาร้านนี้มากกว่าห้าครั้งแล้วในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ใช่แล้วฉันเป็นพลเมืองใหม่เอี่ยมถอดด้ามของที่นี่

    ปีนี้ฤดูร้อนที่โตเกียวร้อนมากผิดปกติ คาดว่าคงเป็นผลจากสภาวะโลกร้อนที่ทำเอาสภาพอากาศของหลายที่ปั่นป่วน(ฝีมือของใครกันนะ?) อุณหภูมิวันที่ร้อนมากๆ ในเดือนสิงหาของที่นี่ไต่ขึ้นไปถึง 41 องศาเซลเซียส แม้แต่บ้านเราที่ว่าร้อนๆ แล้ว ยังจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินอุณหภูมิขึ้นสูงขนาดนี้

    ท่ามกลางบรรยากาศร้อนระอุแบบนี้ ฉันหอบสัมภาระเข้าที่พักและเริ่มเรียนรู้ชีวิตใหม่ในญี่ปุ่น ฉันพบว่าญี่ปุ่นและไทยมีอะไรที่คล้ายกันหลายอย่าง เช่น ทั้งสาวญี่ปุ่นและสาวไทยกลัวแดดมาก การเดินถือร่มกันแดดตามถนนจึงถือเป็นเรื่องธรรมดา หรืออย่างเรื่องซักผ้า คนที่นี่ยังชอบซักผ้าแล้วนำมาผึ่งแดดตรงระเบียง อาศัยทรัพยากรธรรมชาติที่มีเต็มเปี่ยมเหมือนบ้านเรา แทนที่จะใช้เครื่องปั่นผ้าแห้งเหมือนที่ในประเทศตะวันตกทำกัน

    แต่ในความเหมือนก็มีความต่างอยู่หลายข้อ สิ่งที่แปลกใหม่สำหรับฉัน และคิดว่าน่าจะเป็นลักษณะเฉพาะของคนญี่ปุ่นคือ อย่างแรก คอนเซปต์ที่เรียกว่า “もったいない” (หมด -ไต -ไน) ซึ่งแปลตรงๆ ว่า “เสียของ” ช่วงที่เก็บของเตรียมย้ายบ้าน ฉันทิ้งของใช้ไปเยอะมาก จากทั้งความเต็มใจส่วนตัวและการยุของคนรอบข้าง “ทิ้งไปเหอะ ค่าส่งแพงกว่าไปซื้อใหม่ ที่นู่นมีให้เลือกเยอะแยะ” ฉันรู้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีของน่ารักๆ ดีไซน์เก๋ให้เลือกซื้อมากมาย แต่ก็อดคิดเสียดายของดีๆ ที่ยังใช้ได้อยู่แต่ต้องทิ้งไปไม่ได้ ฉันแอบคิดไม่ได้ว่าการมีของให้เลือกใหม่เยอะแยะ มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการทิ้งของดีๆ ที่ยังใช้งานได้อยู่ไปซักหน่อย แต่เอาเป็นว่าสุดท้ายฉันก็ต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลกไม่ไหวและทิ้งของดีๆ ไปไม่น้อย

    วันแรกที่เดินทางมาถึงญี่ปุ่น ระหว่างเดินออกจากที่พักเพื่อไปทานข้าวมื้อแรก ฉันบังเอิญเจอรถเก็บขยะในพื้นที่ มันเป็นรถคันไม่ใหญ่สีฟ้าเข้ม ด้านข้างเขียนคำว่า もったいない ด้วยสีเหลืองสดใสไว้ตัวเบ้อเร่อ เหมือนจะบอกกับคนที่เดินผ่านไปมาว่า “เสียดายจริงๆ ของที่ทิ้งกันเนี่ย” ชวนให้ฉันรู้สึกผิดขึ้นมาเฉยๆ เพราะอะไรก็ไม่แน่ใจ แต่ฉันว่าคำๆ นี้ ใช้ได้ผลกว่าคำขอร้องตรงๆ แบบ “กรุณาช่วยกันลดขยะ” ตั้งเยอะ

    อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันต้องมาเรียนรู้ใหม่หลังย้ายมาอยู่ที่นี่ก็คือ การแยกและทิ้งขยะ คงเคยได้ยินกันมาบ้างถึงความเข้มงวดในการแยกขยะที่ญี่ปุ่น ในเขตที่ฉันพักอยู่ ทางการพิมพ์แผ่นพับทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษอธิบายไว้อย่างละเอียดว่า จะต้องแยกขยะยังไง อันไหนเป็นขยะที่เผาได้ ขยะที่เผาไม่ได้ และขยะรีไซเคิล ซึ่งในแต่ละกลุ่มก็มีคำอธิบายย่อยลงไปอีกว่า ให้ “เตรียม” ขยะอย่างไร เช่น ขวดน้ำที่ทำจากพลาสติกให้แยกขวดกับฝาทิ้งคนละที่ บรรดานิตยสารและหนังสือพิมพ์ให้มัดเป็นปึ๊งรวมกัน ถ้ามีแผ่นพับเล็กๆ ให้แทรกไว้ระหว่างปึ๊งกระดาษใหญ่ๆ ถ้ามีบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก(ที่ไม่ใช่ขวดน้ำ)ให้ล้างทำความสะอาดก่อน และให้ใช้ถุงขยะใสๆ ใส่ขยะ (จะได้เห็นกันชัดๆ ถ้าใครไม่ทำตาม) เป็นต้น

    นอกจากการแยกขยะแบบยิบย่อย ทางการยังส่งรถมาเก็บขยะเป็นประเภทๆ ตามตารางรายสัปดาห์เท่านั้น (ไม่เก็บทุกวัน) ตามถนนหนทางก็หาถังขยะยากกว่าที่บ้านเรามาก จนต้องเก็บขยะกลับไปทิ้งที่บ้านอยู่บ่อยๆ ความเข้มงวดเรื่องการแยกขยะและการทิ้งขยะทำให้การจัดการขยะกลายเป็น “งาน” งานหนึ่งเลยทีเดียว  แต่ถ้าคิดโดยไม่เข้าข้างตัวเองแล้ว การถ่ายภาระในการจัดการขยะให้มาเป็นของผู้ทิ้งเองส่วนหนึ่งแทนที่จะเป็นหน้าที่ของทางการทั้งหมด รวมไปถึงการจำกัดวันที่รถมาเก็บขยะนับเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากๆ ในการทำให้เราผู้อยู่อาศัยต้องคิดมากๆ ก่อนที่จะรับอะไรมาไว้ในครอบครอง เห็นได้ชัดๆ จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เดี๋ยวนี้เวลาออกไปซื้อของข้างนอก ฉันจะพยายามหาทางปฏิเสธพนักงานขอไม่เอาถุงหรือหีบห่ออะไรที่ไม่จำเป็น เพราะพอมาถึงบ้าน แกะห่อออกปุ๊บ ของพวกนั้นก็จะกลายเป็นขยะไปทันที มันทำหน้าที่แค่ช่วงเวลาที่เราเดินทางจากร้านมาถึงบ้านเท่านั้นเอง และเมื่อรถขยะไม่มาเก็บทุกวันก็หมายความว่า เราต้องทนอยู่กับขยะพวกนั้นไปจนกว่าวันที่รถขยะจะมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องสนุกเลย (โดยเฉพาะถ้าคุณอยู่ในอพาร์ทเมนต์ขนาดเท่ากล่องไม้ขีดสไตล์โตเกียว)

    จากเรื่องขยะๆ—ความจริงที่คงไม่ค่อยมีใครอยากฟัง เรามาพูดถึงอะไรที่น่าจรรโลงใจกันบ้างดีกว่า สิ่งหนึ่งที่ฉันคิดว่าเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมสุดวิเศษของญี่ปุ่น ที่เพียงแค่นึกก็ทำให้ฉันยิ้มได้ทุกวัน (โดยเฉพาะตอนกลางวัน) ก็คือ お弁当 (โอะ-เบนโตะ) หรือข้าวกล่องนั่นเอง ในละแวกที่ฉันอยู่มีตึกสำนักงานอยู่หลายแห่ง และแน่นอนเมื่อมีสำนักงานก็ต้องมีพนักงาน และเมื่อมีพนักงานก็ต้องมีร้านขายข้าวกล่อง

    ข้าวกล่องที่ญี่ปุ่นราคาไม่แพง ที่เห็นมาราคาอยู่ที่ประมาณ 500 – 700 เยน (ถ้าไปกินในร้านอาหารจะอยู่ที่ประมาณ 1000 เยนขึ้นไปสำหรับมื้อกลางวัน) สำหรับพนักงานเงินเดือนไม่มากทั่วๆ ไป เบนโตะเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง เพราะนอกจากจะราคาไม่แพงแล้ว ยังบรรจุอาหารหลายประเภท ผักนิด สาหร่ายหน่อย เนื้อบ้าง นอกจากจะอร่อยแล้ว คนทานยังได้สารอาหารหลากหลายด้วย

    นอกจากร้านเบนโตะแบบดั้งเดิมแล้ว แถวๆ ที่ฉันอยู่ยังมีร้านเบนโตะทางเลือกที่ดูจะถูกใจบรรดาสาวๆ เป็นพิเศษ มันเป็นร้านเบนโตะที่เน้นส่วนผสมที่ทำจากผักและใช้หีบห่อที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กล่องที่ทำจากกระดาษ ช้อนส้อมที่ทำจากไม้ และถุงพลาสติกรีไซเคิล นอกจากจะได้กินอาหารจำพวกผักซึ่งดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยให้คนทานมีส่วนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วย

    ก่อนจะย้ายมาที่ญี่ปุ่น ฉันนึกถึงแต่ความตื่นเต้นที่จะได้กินอาหารอร่อยๆ ได้ใช้บริการเนี้ยบๆ สุภาพๆ แบบคนญี่ปุ่น และได้เดินดูของน่ารักที่มีอยู่เต็มเมือง ฉันไม่ได้นึกว่า การมาเยือนที่ใหม่ๆ จะทำให้ฉันได้สังเกตวิธีการใช้ชีวิตและอะไรที่คนบ้านเมืองอื่นเค้าทำแตกต่างจากเราด้วย  สิ่งดีๆ ที่เกิดกับฉันในอาทิตย์นี้คงเป็นการได้คิดว่า ถึงฉันจะไม่สามารถหันไปใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ 100 เปอร์เซ็นต์ทันทีในตอนนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ฉันจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ในทางกลับกัน การลดขยะที่ฉันนำติดตัวกลับบ้านในแต่ละวัน การเลือกซื้อของจากร้านที่ใช้หีบห่อที่ย่อยสลายได้ง่าย ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่ทำให้ฉันมีส่วนร่วมในการช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมได้แล้ว แม้มันจะเป็นส่วนที่เล็กน้อยมากๆ ก็ตาม

    Share this

    5,150 reads
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม