3 สิ่งดีๆ ในอาทิตย์ที่ผ่านมา

  • 4 พ.ย. 2556
    หนุ่มโรงงานน้ำตา (บี)
    “กวี/นักเขียน”

    ก) คำตอบที่เป็นเสมือนเข็มทิศยืนยันทิศทางของสามปีที่ลงแรงไป

    เราเป็นกวี / นักเขียนที่เริ่มต้นทุกอย่างจาก facebook ด้วยการมีความคิดที่อยากจะเล่าให้คนคิดตาม มีความรู้สึกอยากจะเล่าให้คนรู้สึกตาม เราเริ่มตั้งแต่การเผยแพร่ผลงาน การสอบถามความต้องการของผู้อ่านทั้งทางตรงและทางอ้อม การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานเพื่อขายจริง ไปจนถึงกระทั่งนานๆ ครั้งก็จะมีคนติดต่อซื้อหนังสือเข้ามา ต้องใช้เวลาสร้างฐานคนอ่านอยู่ประมาณหนึ่งปีกว่า จนเราเริ่มวางขายหนังสือเล่มแรกในงานมหกรรมหนังสือเมื่อเดือนตุลาคม 2554 หลังจากนั้นสองปีผ่านไป ถึงแม้จะเชื่องช้าเมื่อเทียบกับความคาดหวัง แต่ผลของความพยายามก็เริ่มปรากฎขึ้นจริง ถึงแม้จะยังไม่ได้ปรากฎในลักษณะการคืนทุนของยอดขายก็ตามเถอะ แต่มันเริ่มค่อยๆ ปรากฎในรูปแบบของคนที่ชื่นชมในผลงานของเรา คนที่บอกต่อว่าผลงานของเราเป็นอย่างไร เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา มีน้องๆ นักเขียนวัยนรุ่นเดินเข้ามาบอกเราในงานสัปดาห์หนังสือว่า หนังสือที่เราเขียนเป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากพัฒนางานเขียนของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีน้องนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพมาขอสัมภาษณ์เราเกี่ยวกับแนวทางการเขียนวรรณกรรม เพราะชื่นชอบผลงานของเรา เมื่อได้นั่งลงพูดคุยกับพวกเขาจริงๆ ทำให้รู้ว่า จุดมุ่งหมายที่จะให้คนได้คิดตามที่เราคิด รู้สีกตามที่เรารู้สึก นั่นก็บรรลุผลมากไม่น้อยเลยทีเดียว

    ต้องขอพูดอย่างไม่อายเลยว่า ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำแผนการทุกอย่างให้เป็นรูปร่างขึ้นมา เราให้ความสำคัญกับยอดขายก่อนคำชื่นชม เราอยากจะพิสูจน์ตัวเอง อยากพิสูจน์ให้คนรอบข้างเห็นว่า งานเขียนที่อ่านยากอย่างบทกวีก็เป็นงานที่ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ได้ (หมายถึงขายจนตีพิมพ์ซ้ำในระยะเวลาอันสั้น) แต่เมื่อได้ลงมือทำอะไรทุกอย่าง ได้เข้าคลุกคลีกับกระบวนการ นั่นเริ่มทำให้เราได้รับรางวัลบางอย่างที่เงินก็ให้เราไม่ได้ ความรู้สึกที่จ่ายเงินก็คงได้มาไม่เหมือนกัน เช่นการมีผู้อ่านเขียนข้อความมาบอกว่า ตั้งแต่โตมาเป็นผู้ใหญ่ หลังจากอ่านบทกวีของเรา เธอไม่เคยร้องไห้อย่างนี้มานานแล้ว ซึ่งเป็น feedback ที่สั่นสะเทือนความรู้สึกของเรามาก เป็นแรงบันดาลใจให้เขียนหนังสือต่อไปจนถึงทุกวันนี้เลย ถึงแม้จะไม่เห็นผลสำเร็จในรูปตัวเงินแม้แต่น้อย ยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาพูดแล้วอาจดูเหมือนเยินยอตัวเอง แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นจริงๆ ที่อยากจะสื่อเลยครับ  ประเด็นคือ การที่มีคนอ่านเข้ามาแบ่งปันความรู้สึกร่วมกับสิ่งที่เราเขียนนั้น หรือการที่ลูกค้าเข้ามาแบ่งปันประโยชน์จากสินค้าและบริการของเรา ช่วยยืนยันว่า ความชัดเจนของทิศทางและพลังงานที่เราใส่ลงไปในผลงานนั้นมีมากพอที่จะทำให้คนอื่นรู้สึกได้ สำหรับเรานะ นี่นับเป็นเรื่องที่สำคัญมากหากคุณกำลังทำบางสิ่งเพื่ออุดมการณ์ เพื่อความใฝ่ฝันที่ยากจะเห็นผลในระยะเวลาอันสั้น คุณต้องเปิดหู เปิดตา เปิดใจที่จะมองหาสิ่งยืนยันเพื่อหล่อเลี้ยงแรงบันดาลใจของคุณ ซึ่งแน่นอนว่าต้องรับฟังข้อแนะนำ และมองข้ามคำตำหนิที่ไร้มูลเหตุสาระไปบ้าง    

    ข) ความช่วยเหลือทรงคุณค่าจากคนแปลกหน้าที่สนิทสนม

    งานมหกรรมหนังสือเดือนตุลาคมเพิ่งจบไปได้เพียง 2 วัน เนื่องจากเราเป็นนักเขียนที่ตีพิมพ์ผลงานของตัวเองโดยไม่สังกัดสำนักพิมพ์ใด งานนี้จึงเป็นอีเวนท์ที่สำคัญมากในการเผยแพร่ผลงาน เพราะหนังสือของเราถือว่าไม่ใช่งานตามกระแสความนิยม เมื่อไปถึงร้านหนังสือส่วนใหญ่ ย่อมต้องถูกหันสันปกแทบร้อยทั้งร้อย ดังนั้นจึงมีการต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนใน facebook ซึ่งต่างก็ไม่เคยรู้จักมักจี่ในชีวิตจริง เราขอให้พวกเขาช่วยกด share ประชาสัมพันธ์หนังสือให้เรา ความรู้สึกดีๆ จึงเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนที่เป็นนักอ่านและเพื่อนที่เป็นนักเขียนช่วยกันโปรโมทงานของเราทั้งที่ไม่มีอามิสสินจ้างใด มีเพียงคำพูดขอบคุณเท่านั้น 

    ด้วยชีวิตจริงไม่ใช่คนโรแมนติกเท่ากับงานเขียนของตัวเอง จึงต้องขออนุญาตพูดถึงความจริงข้อหนึ่ง เราจะรู้ว่ามีคนเป็นห่วงและช่วยเหลือเราในโลกออนไลน์ ก็ต่อเมื่อเรากล้าที่จะขอความช่วยเหลือ ในขณะเดียวกันก็ควรพร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อเพื่อนออนไลน์ของคุณต้องการมัน นี่เป็นกฎของการตอบแทนพื้นฐาน ที่ไม่ต้องอาศัยมุมมองแบบโลกสวยแต่อย่างใด

    ค) เราต่างเป็นทางผ่านให้แรงกระเพื่อมทางจิตสำนึกเติบโตขึ้นเป็นคลื่นลูกใหญ่

    รู้สึกดีใจที่จำนวนผู้ร่วมลงชื่อรณรงค์ใน change.org ในหัวข้อต่อต้านเขื่อนแม่วงก์และโครงการจัดการน้ำอื่นจากภาครัฐที่ได้ประโยชน์ไม่คุ้มเสียเข้าสู่ 120,000 คน (นับเป็นประมาณ 1 ใน 500 ของคนทั้งประเทศ) อาจไม่ใช่จำนวนคนที่เยอะมาก แต่ก็เยอะพอที่จะประกาศว่ามีคนมองเห็นความไม่ถูกต้องที่รัฐและนายทุนกระทำต่อทรัพยากรธรรมชาติส่วนร่วมของประเทศ ในฐานะคนที่มีส่วนร่วมแชร์ข้อมูลใน facebook ตั้งแต่ยอดคนลงชื่ออยู่ที่หลักพัน และร่วมเดินรณรงค์ต้านเขื่อนแม่วงก์ในวันสุดท้าย (22 กันยายน 56) เราก็รู้สึกว่าการเคลื่อนไหวด้านจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อมธรรมชาตินั้นเริ่มต้นได้ไม่ยาก มันอาจเริ่มต้นจากตัวเรา เพื่อนของเรา หรือคนที่ไกลตัวเรา แต่เมื่อข้อมูลหรือการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้ถูกส่งมาที่เราแล้วล่ะก็ สิ่งที่เราต้องทำคือศึกษาสิ่งเหล่านั้น ใช้ทั้งสมองและใจอย่างเป็นกลาง สนับสนุนในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่สนับสนุนสิ่งที่ผิด ผลที่ตามมาอาจไม่ดีอย่างที่คาดหวังก็ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ได้พลาดที่จะทำประโยชน์บางอย่างให้กับคนรุ่นต่อไป

    Share this

    4,286 reads
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม